ไขความลับที่ปรึกษาธุรกิจ: จัดการข้อมูลลูกค้าอย่างไรให้ยอดขายพุ่งกระฉูด

webmaster

기업경영지도사와 고객 데이터 관리 - **Prompt:** A young Thai female entrepreneur in her late 20s to early 30s, wearing smart casual busi...

ธุรกิจในยุคปัจจุบันนี้ บอกเลยว่าการแข่งขันดุเดือดสุดๆ ค่ะ! ไม่ว่าจะธุรกิจเล็กหรือใหญ่ ต่างก็ต้องพยายามปรับตัวให้ทันการเปลี่ยนแปลงของตลาดโลกอยู่เสมอ ซึ่งสองเรื่องที่เมย์เห็นว่าสำคัญมากๆ และธุรกิจไหนมองข้ามไม่ได้เลย นั่นก็คือ “ที่ปรึกษาการจัดการธุรกิจ” และ “การจัดการข้อมูลลูกค้า” นี่แหละค่ะรู้ไหมคะว่า ในยุคที่เทคโนโลยีและข้อมูลไหลบ่าเข้ามาไม่หยุดหย่อนแบบนี้ การมีที่ปรึกษาดีๆ เหมือนมีกุนซือส่วนตัวที่จะช่วยชี้ทาง วางกลยุทธ์ให้ธุรกิจเราก้าวไปข้างหน้าอย่างมั่นคง แถมยังช่วยปรับปรุงกระบวนการทำงานให้มีประสิทธิภาพ ลดต้นทุนได้อีกด้วยนะคะ.

ที่สำคัญคือช่วยให้เรามองเห็นโอกาสใหม่ๆ ที่อาจไม่เคยเห็นจากมุมมองเดิมๆ ของเราเอง. แล้วเรื่อง “ข้อมูลลูกค้า” ล่ะ? โอ๊ยยย…

นี่คือขุมทรัพย์ยุคดิจิทัลเลยค่ะ! เมย์บอกเลยว่าถ้าเราสามารถเก็บ จัดการ และนำข้อมูลลูกค้ามาใช้ได้อย่างชาญฉลาด ไม่ว่าจะเป็นพฤติกรรมการซื้อ ความสนใจ หรือช่องทางการติดต่อที่เราคุ้นเคย มันจะช่วยให้เราเข้าใจลูกค้าได้ลึกซึ้งถึงใจ สร้างแคมเปญการตลาดที่ตรงกลุ่มเป้าหมาย และมอบประสบการณ์ที่ดีจนลูกค้าประทับใจไม่รู้ลืม ซึ่งจะนำไปสู่ความภักดีต่อแบรนด์และการซื้อซ้ำในระยะยาวค่ะ.

ที่ปรึกษาธุรกิจสมัยใหม่หลายคนก็เริ่มใช้ AI และ Big Data ในการวิเคราะห์ข้อมูลลูกค้าอย่างลึกซึ้งแล้วนะคะลองคิดดูสิคะว่า ถ้าเรามีทั้งผู้เชี่ยวชาญมาช่วยนำทาง และมีข้อมูลลูกค้าอยู่ในมืออย่างเป็นระบบ ธุรกิจของเราจะเติบโตแบบก้าวกระโดดขนาดไหน!

ยิ่งในไทยเอง ธุรกิจ SME ก็เริ่มให้ความสำคัญกับการใช้ระบบ CRM และ CDP มากขึ้น เพื่อรวมศูนย์ข้อมูลและลดการพึ่งพาแพลตฟอร์มต่างชาติด้วย. ถ้าอยากรู้เคล็ดลับดีๆ ที่จะช่วยให้ธุรกิจของคุณเติบโตอย่างยั่งยืนในยุคดิจิทัลนี้ พร้อมเจาะลึกถึงบทบาทของที่ปรึกษาและวิธีการจัดการข้อมูลลูกค้าให้เกิดประโยชน์สูงสุด ตามเมย์มาอ่านรายละเอียดแบบจัดเต็มด้านล่างนี้ได้เลยค่ะ!

ธุรกิจของคุณพร้อมจะก้าวไปอีกขั้นรึยัง? หาผู้ช่วยมืออาชีพกัน!

기업경영지도사와 고객 데이터 관리 - **Prompt:** A young Thai female entrepreneur in her late 20s to early 30s, wearing smart casual busi...

สัญญาณเตือนที่บอกว่าเราต้องการที่ปรึกษา

เมย์เชื่อว่าเจ้าของธุรกิจทุกคน โดยเฉพาะ SME อย่างพวกเราเนี่ย บางทีก็รู้สึกว่ากำลังแบกทุกอย่างไว้คนเดียวใช่ไหมคะ? ทั้งเรื่องยอดขาย การตลาด บัญชี โอ๊ยยย…

สารพัด! แล้วก็จะมีบางช่วงที่เรารู้สึกว่าธุรกิจของเรามันเหมือนจะ “ตัน” ไปต่อไม่ได้ ไม่รู้จะหาทางออกยังไงดี ยอดขายเริ่มทรงตัว หรือคู่แข่งก็แซงหน้าไปเรื่อยๆ ทั้งๆ ที่เราก็พยายามเต็มที่แล้ว นั่นแหละค่ะ คือสัญญาณเตือนสำคัญเลยว่าถึงเวลาแล้วที่เราควรจะลองมองหา “ที่ปรึกษาการจัดการธุรกิจ” มาช่วยชี้แนะ เมย์เองก็เคยเจอปัญหาแบบนี้มาก่อนค่ะ ตอนนั้นรู้สึกเครียดมาก นอนไม่หลับเลยนะ เพราะทุกอย่างมันดูอึมครึมไปหมด แต่พอได้ปรึกษาผู้เชี่ยวชาญจริงๆ มันเหมือนมีคนมาช่วยจุดไฟให้เราอีกครั้ง พร้อมกับเห็นหนทางที่ชัดเจนขึ้นเยอะเลยค่ะ ไม่ต้องกลัวนะคะว่าธุรกิจเราจะเล็กเกินไป เพราะที่ปรึกษาดีๆ เขามีวิธีปรับให้เข้ากับทุกขนาดธุรกิจเลยล่ะ

คิดนอกกรอบกับมุมมองใหม่ๆ ที่เราไม่เคยเห็น

บางครั้งการที่เราอยู่ในธุรกิจมานานๆ หรือทำอะไรด้วยตัวเองคนเดียว ก็อาจจะทำให้เราติดกับดักความคิดเดิมๆ ได้ง่ายๆ เลยค่ะ เราอาจจะมองไม่เห็นจุดอ่อนบางจุด หรือมองข้ามโอกาสดีๆ ที่อยู่ตรงหน้าไปอย่างน่าเสียดาย เพราะเราคุ้นเคยกับมันมากเกินไป พอมีที่ปรึกษาเข้ามา เขาก็เหมือนเป็นกระจกบานใหญ่ที่สะท้อนให้เราเห็นภาพรวมธุรกิจจากมุมมองที่แตกต่างออกไป เขาไม่ได้มาแค่บอกว่าเราควรทำอะไรนะ แต่เขายังช่วยวิเคราะห์ปัญหาที่เรามองไม่เห็น เสนอแนะวิธีแก้ปัญหาที่สร้างสรรค์และเป็นไปได้จริง ซึ่งหลายครั้งก็เป็นไอเดียที่เราคาดไม่ถึงเลยค่ะ เมย์เคยมีประสบการณ์ตรงเลยว่าจากที่เคยคิดว่าโมเดลธุรกิจของตัวเองสมบูรณ์แบบแล้ว แต่พอได้คุยกับที่ปรึกษาไม่กี่ครั้ง ก็พบว่ายังมีช่องว่างที่เราสามารถพัฒนาและสร้างมูลค่าเพิ่มได้อีกเยอะมากๆ ทำให้เมย์ตื่นเต้นและมีไฟในการทำงานมากขึ้นเป็นกองเลยค่ะ

ไขข้อข้องใจ: ที่ปรึกษาธุรกิจ ทำอะไรได้บ้างนะ?

Advertisement

วางแผนกลยุทธ์ให้ธุรกิจแกร่งในระยะยาว

หลายคนอาจจะคิดว่าที่ปรึกษาธุรกิจก็คือคนที่มาบอกว่าต้องทำอะไร แต่จริงๆ แล้วบทบาทของเขากว้างขวางกว่านั้นเยอะเลยค่ะ สิ่งสำคัญที่สุดอย่างหนึ่งที่ที่ปรึกษาเก่งๆ จะทำให้เราได้ก็คือการ “วางแผนกลยุทธ์” ไม่ใช่แค่แผนระยะสั้นที่ทำแล้วเห็นผลเลยนะ แต่เป็นแผนระยะยาวที่ช่วยให้ธุรกิจของเรายืนหยัดได้อย่างมั่นคง ไม่ว่าจะเจอสถานการณ์อะไรก็ตาม เขาจะช่วยเราวิเคราะห์ตลาด คู่แข่ง ลูกค้า เพื่อหากลยุทธ์ที่เหมาะสมกับ DNA ของธุรกิจเรามากที่สุด เมย์เคยได้ยินเรื่องราวของธุรกิจหลายแห่งที่ตอนแรกก็แค่ทำไปวันๆ ไม่ได้มีเป้าหมายที่ชัดเจน แต่พอได้ที่ปรึกษาเข้ามาช่วยวางแผน กำหนดวิสัยทัศน์และพันธกิจให้ชัดเจนขึ้น ธุรกิจเหล่านั้นก็เติบโตไปได้ไกลเกินกว่าที่คาดไว้มาก เหมือนมีเข็มทิศนำทางให้เราไม่หลงทางในทะเลธุรกิจที่แสนจะกว้างใหญ่ไพศาลเลยค่ะ แถมยังช่วยให้ทีมงานทุกคนเห็นเป้าหมายเดียวกัน ทำงานไปในทิศทางเดียวกันด้วยนะ

ปรับปรุงกระบวนการทำงาน ลดต้นทุน เพิ่มประสิทธิภาพ
บางทีธุรกิจของเราก็อาจจะมีขั้นตอนการทำงานที่ซับซ้อนยุ่งยาก หรือมีส่วนที่เปลืองทรัพยากรไปโดยไม่จำเป็น แต่เราก็มองไม่เห็นเพราะทำมานานจนชิน ที่ปรึกษาจะเข้ามาช่วย “รื้อ” และ “จัดระบบ” กระบวนการทำงานใหม่ทั้งหมดเลยค่ะ เขาจะดูตั้งแต่การจัดซื้อ การผลิต การขาย การตลาด ไปจนถึงการบริการลูกค้า เพื่อหาจุดที่สามารถปรับปรุงให้ดีขึ้นได้ เช่น ลดขั้นตอนที่ไม่จำเป็น ลดความผิดพลาด ทำให้พนักงานทำงานได้รวดเร็วขึ้น ส่งผลให้ต้นทุนลดลง และประสิทธิภาพการทำงานโดยรวมดีขึ้นอย่างเห็นได้ชัด เมย์เคยเจอเพื่อนเจ้าของธุรกิจที่บ่นว่าค่าใช้จ่ายสูงมาก แต่ก็หาต้นตอไม่เจอ พอได้ที่ปรึกษามาช่วยดู เขาก็ชี้ให้เห็นว่ามีจุดไหนที่รั่วไหลไปบ้าง จากนั้นก็เสนอแนวทางแก้ไขที่ตรงจุด ทำให้เพื่อนคนนั้นสามารถลดต้นทุนไปได้เยอะมากๆ เลยล่ะค่ะ

มองหาโอกาสใหม่ๆ ในตลาดที่ไม่หยุดนิ่ง

โลกธุรกิจสมัยนี้หมุนเร็วมากค่ะคุณขา! วันนี้ดี พรุ่งนี้อาจจะไม่ใช่แล้วก็ได้ การปรับตัวให้ทันการเปลี่ยนแปลงเป็นเรื่องที่สำคัญมากๆ ที่ปรึกษาที่ดีจะคอยสอดส่องเทรนด์ใหม่ๆ นวัตกรรมใหม่ๆ และช่วยเรามองหา “โอกาสใหม่ๆ” ที่อาจจะเกิดขึ้นในตลาด ไม่ว่าจะเป็นสินค้าหรือบริการใหม่ๆ ช่องทางการตลาดใหม่ๆ หรือแม้กระทั่งการขยายตลาดไปยังกลุ่มลูกค้าที่ไม่เคยเข้าถึงมาก่อน พวกเขาจะมีข้อมูลเชิงลึกและประสบการณ์จากธุรกิจหลากหลายประเภท ทำให้สามารถให้คำแนะนำที่เราอาจจะคิดไม่ถึง เมย์เคยคิดว่าธุรกิจของตัวเองมีแค่นี้แหละ ทำได้เท่านี้ แต่ที่ปรึกษากลับชี้ให้เห็นถึงช่องทางการขยายธุรกิจที่เราสามารถเข้าไปจับกลุ่มลูกค้า Gen Z ได้ ซึ่งตอนแรกเมย์คิดว่ายากมาก แต่พอได้ลองทำตามคำแนะนำ ผลตอบรับดีเกินคาดจริงๆ ค่ะ เหมือนเรามีคนช่วยนำทางให้เรากล้าที่จะออกนอกกรอบเดิมๆ และลองทำอะไรใหม่ๆ ที่สร้างผลลัพธ์ที่น่าตื่นเต้น

ข้อมูลลูกค้า: ขุมทรัพย์ที่มองข้ามไม่ได้ในยุคดิจิทัล

ทำไมข้อมูลลูกค้าถึงสำคัญกว่าที่คุณคิด

ถ้าถามเมย์ว่าอะไรคือสิ่งที่มีค่าที่สุดในยุคนี้ เมย์จะตอบแบบไม่ต้องคิดเลยค่ะว่า “ข้อมูล” โดยเฉพาะ “ข้อมูลลูกค้า” นี่แหละคือขุมทรัพย์ที่แท้จริง! หลายคนอาจจะคิดว่าข้อมูลก็คือแค่ตัวเลข ไม่เห็นมีอะไร แต่จริงๆ แล้วมันคือหัวใจสำคัญที่จะทำให้ธุรกิจของเราเติบโตแบบก้าวกระโดดได้เลยนะคะ ลองคิดดูสิคะ ถ้าเรารู้ว่าลูกค้าของเราชอบอะไร ไม่ชอบอะไร มีพฤติกรรมการซื้อแบบไหน ใช้ชีวิตยังไง เราก็จะสามารถนำเสนอสินค้าและบริการที่ “ตรงใจ” พวกเขาได้แบบเป๊ะๆ เลย การตลาดของเราก็จะแม่นยำขึ้น ไม่ต้องยิงโฆษณาสุ่มสี่สุ่มห้าให้เปลืองงบอีกต่อไป การเข้าใจลูกค้าอย่างลึกซึ้งผ่านข้อมูลจะช่วยให้เราสร้างความสัมพันธ์ที่ดีกับลูกค้า สร้างความภักดีต่อแบรนด์ และที่สำคัญที่สุดคือเพิ่มยอดขายได้อย่างยั่งยืนค่ะ นี่ไม่ใช่แค่เรื่องของธุรกิจใหญ่นะคะ SME อย่างเราก็สามารถทำได้ และควรทำมากๆ ด้วย!

ประเภทของข้อมูลลูกค้าที่เราควรเก็บรวบรวม

แล้วเราควรจะเก็บข้อมูลลูกค้าแบบไหนบ้างล่ะ? เมย์แนะนำว่าให้เริ่มจากข้อมูลพื้นฐานก่อนเลยค่ะ เช่น ชื่อ ที่อยู่ เบอร์โทร อีเมล วันเกิด พวกนี้จะช่วยให้เราสามารถติดต่อสื่อสารกับลูกค้าได้โดยตรง จากนั้นก็เป็นข้อมูลเชิงลึกขึ้นมาหน่อย เช่น ประวัติการซื้อสินค้าและบริการของเรา ความถี่ในการซื้อ มูลค่าการซื้อต่อครั้ง ความสนใจในสินค้าประเภทไหน ช่องทางที่ลูกค้าติดต่อเรามา (เช่น Line, Facebook, เว็บไซต์) หรือแม้กระทั่งข้อมูลพฤติกรรมการใช้งานเว็บไซต์ของเราว่าเข้าหน้าไหนบ่อย ดูสินค้าอะไรนานๆ สิ่งเหล่านี้จะช่วยให้เรามองเห็นภาพของลูกค้าแต่ละคนได้ชัดเจนขึ้นมากๆ เลยค่ะ การมีข้อมูลที่หลากหลายและครบถ้วนจะทำให้เราสามารถแบ่งกลุ่มลูกค้าได้อย่างแม่นยำ และสร้างแคมเปญการตลาดที่เฉพาะเจาะจงกับแต่ละกลุ่มได้ ซึ่งจะทำให้การตลาดของเรามีประสิทธิภาพสูงสุดค่ะ อย่ามองข้ามข้อมูลเล็กๆ น้อยๆ นะคะ เพราะมันอาจจะนำไปสู่ Insight ที่ยิ่งใหญ่ได้เลย!

กลยุทธ์ปั้นยอดขาย: ใช้ข้อมูลลูกค้าให้เป็น เห็นผลจริง!

Advertisement

สร้างแคมเปญการตลาดที่โดนใจลูกค้าแบบไม่เคยมีมาก่อน

พอเรามีข้อมูลลูกค้าอยู่ในมือแล้ว ทีนี้แหละค่ะคือช่วงเวลาที่เราจะใช้ข้อมูลเหล่านั้นให้เกิดประโยชน์สูงสุดในการปั้นยอดขาย! ลองนึกภาพดูสิคะว่า แทนที่จะส่งโปรโมชั่นเดียวกันให้ลูกค้าทุกคน เราสามารถส่งโปรโมชั่นที่ “ใช่” กับลูกค้าแต่ละคนได้เลย เช่น ลูกค้าที่เคยซื้อเสื้อผ้าแฟชั่น เราก็ส่งโปรโมชั่นคอลเลกชันใหม่ล่าสุดให้ ลูกค้าที่เคยซื้ออุปกรณ์กีฬา เราก็แนะนำสินค้ากีฬาที่กำลังลดราคาให้ การทำการตลาดแบบเฉพาะบุคคล (Personalized Marketing) แบบนี้แหละค่ะที่ทำให้ลูกค้ารู้สึกว่าเราเข้าใจเขา รู้ใจเขาจริงๆ และมีแนวโน้มที่จะสนใจและตัดสินใจซื้อมากกว่าการเจอโปรโมชั่นที่ไม่เกี่ยวข้องกับความสนใจของตัวเองเยอะเลย เมย์บอกเลยว่านี่แหละคือหัวใจของการตลาดในยุคนี้เลยค่ะ การใช้ข้อมูลลูกค้าทำให้เราสามารถสร้างแคมเปญที่ตรงกลุ่มเป้าหมาย ลดการใช้งบประมาณการตลาดที่ไม่มีประสิทธิภาพ และเห็นผลลัพธ์ที่จับต้องได้จริงค่ะ

มอบประสบการณ์สุดประทับใจ เพิ่มความภักดีให้แบรนด์

การใช้ข้อมูลลูกค้าไม่ได้ช่วยแค่เรื่องการตลาดเท่านั้นนะคะ แต่ยังช่วยให้เราสามารถมอบ “ประสบการณ์” ที่ดีเยี่ยมให้กับลูกค้าได้ตั้งแต่ต้นจนจบเลยค่ะ ลองคิดดูสิคะว่า ถ้าลูกค้าโทรมาสอบถามเกี่ยวกับสินค้า แล้วเราสามารถรู้ได้ทันทีว่าลูกค้าเคยซื้ออะไรไปแล้ว สนใจอะไรอยู่ หรือเคยมีปัญหาอะไรมาก่อน การที่เราสามารถตอบคำถามและให้ความช่วยเหลือได้อย่างรวดเร็วและตรงประเด็น จะทำให้ลูกค้ารู้สึกประทับใจมากๆ เลยค่ะ ยิ่งไปกว่านั้น เรายังสามารถใช้ข้อมูลเพื่อสร้างโปรแกรมสะสมแต้ม สิทธิพิเศษ หรือของขวัญในวันเกิดที่ตรงใจลูกค้าแต่ละคนได้อีกด้วย การทำแบบนี้จะทำให้ลูกค้ารู้สึกว่าเขาเป็นคนสำคัญสำหรับเรา และจะเกิดความรู้สึก “ภักดี” ต่อแบรนด์ของเราในระยะยาว ซึ่งความภักดีนี่แหละค่ะคือสิ่งที่จะทำให้ลูกค้ากลับมาซื้อซ้ำและบอกต่อสิ่งดีๆ ของแบรนด์เราไปให้คนอื่นๆ อีกด้วยนะ

วิเคราะห์พฤติกรรมลูกค้า: เข้าใจลึกซึ้งถึงใจ
นอกจากการนำข้อมูลไปใช้กับการตลาดและการบริการแล้ว การวิเคราะห์ข้อมูลลูกค้ายังช่วยให้เรา “เข้าใจพฤติกรรม” ของลูกค้าได้อย่างลึกซึ้งถึงใจเลยค่ะ เราสามารถดูได้ว่าลูกค้าส่วนใหญ่เข้ามาดูสินค้าประเภทไหน ใช้เวลากับหน้าเว็บเพจไหนนานที่สุด มีอะไรที่ทำให้พวกเขาสนใจและตัดสินใจซื้อ และอะไรที่ทำให้พวกเขาออกจากเว็บไซต์ไปโดยไม่ซื้อ การวิเคราะห์เหล่านี้จะช่วยให้เราสามารถปรับปรุงสินค้าและบริการของเราให้ดียิ่งขึ้น ตอบโจทย์ความต้องการของลูกค้าได้มากขึ้น หรือแม้กระทั่งค้นพบสินค้าใหม่ๆ ที่ลูกค้าอาจจะต้องการในอนาคต เมย์เคยใช้ข้อมูลวิเคราะห์ว่าลูกค้ามักจะซื้อสินค้า A คู่กับสินค้า B เสมอ เราก็สามารถจัดโปรโมชั่นแบบ Bundle Set ที่นำสินค้า A กับ B มารวมกันขายได้เลยค่ะ ซึ่งก็ได้รับการตอบรับดีมากๆ เพราะมันตอบโจทย์ความต้องการที่แท้จริงของลูกค้าจริงๆ ค่ะ

เลือกที่ปรึกษาถูกคน ชีวิตเปลี่ยน ธุรกิจปัง!

คุณสมบัติของที่ปรึกษาที่ดี ที่เมย์อยากแนะนำ

การเลือกที่ปรึกษาธุรกิจก็เหมือนกับการหาเพื่อนร่วมทางที่ดีคนนึงเลยค่ะ เราต้องเลือกคนที่ใช่และเข้ากับเราได้ เมย์เองก็เคยเจอที่ปรึกษาหลายแบบ แต่คนที่ใช่สำหรับเมย์จริงๆ จะต้องมีคุณสมบัติประมาณนี้ค่ะ อย่างแรกเลยคือ “ประสบการณ์และความเชี่ยวชาญ” ค่ะ เขาต้องมีประวัติการทำงานที่น่าเชื่อถือ มีผลงานที่จับต้องได้ และมีความรู้ลึกรู้จริงในอุตสาหกรรมที่เราอยู่ หรือใกล้เคียงก็ได้ค่ะ อย่างที่สองคือ “ทักษะการสื่อสาร” ที่ดีเยี่ยมค่ะ ที่ปรึกษาที่ดีจะต้องสามารถอธิบายเรื่องยากๆ ให้เราเข้าใจได้ง่ายๆ และสามารถรับฟังความคิดเห็นของเราได้อย่างเปิดใจ ที่สำคัญคือต้องไม่ใช่แค่พูดเก่งนะ แต่ต้องมีทักษะในการตั้งคำถามที่ดีเพื่อดึงข้อมูลจากเราให้ได้มากที่สุดด้วยค่ะ และอย่างสุดท้ายที่สำคัญมากๆ คือ “ความเข้าอกเข้าใจ” ค่ะ ที่ปรึกษาที่ดีจะไม่ใช่แค่คนที่มาพร้อมกับโซลูชั่นสำเร็จรูป แต่เขาจะต้องพยายามทำความเข้าใจธุรกิจของเราอย่างแท้จริง เข้าใจปัญหาของเรา และเสนอแนวทางที่เหมาะสมกับบริบทของธุรกิจเรามากที่สุดค่ะ

แนวทางการประเมินและคัดเลือกให้เหมาะกับธุรกิจของเรา

ก่อนที่เราจะตัดสินใจเลือกที่ปรึกษาคนไหน เมย์แนะนำว่าให้เราลองตั้งคำถามกับตัวเองก่อนค่ะว่า “เราต้องการอะไรจากที่ปรึกษาคนนี้” เราอยากให้เขามาช่วยแก้ปัญหาเรื่องไหนเป็นพิเศษ? พอเรามีเป้าหมายที่ชัดเจนแล้ว ก็จะง่ายขึ้นในการคัดเลือก จากนั้นก็เริ่มหาข้อมูลค่ะ อาจจะจากคำแนะนำจากเพื่อนๆ นักธุรกิจด้วยกัน หรือค้นหาจากแพลตฟอร์คที่ปรึกษาต่างๆ พอได้รายชื่อมาแล้ว เมย์แนะนำให้ลอง “สัมภาษณ์” ดูค่ะ เหมือนเราสัมภาษณ์พนักงานใหม่เลยนะคะ ลองคุยกับหลายๆ คน เพื่อดูว่าใครมีแนวคิดที่ตรงกับเรามากที่สุด ใครมีพลังงานที่เราอยากทำงานด้วย และใครที่สามารถตอบคำถามของเราได้อย่างน่าเชื่อถือ ที่สำคัญคืออย่าลืมขอ “ผลงานอ้างอิง” หรือเคสตัวอย่างที่เขาเคยทำสำเร็จมาแล้วด้วยนะคะ การที่เราได้พูดคุย ได้เห็นมุมมอง ได้เห็นแนวคิด จะช่วยให้เราตัดสินใจเลือกที่ปรึกษาที่เหมาะสมกับธุรกิจของเรามากที่สุด และมั่นใจได้ว่าจะไม่เสียเงินไปโดยเปล่าประโยชน์ค่ะ

ระบบจัดการข้อมูลลูกค้า (CRM/CDP) ไม่ใช่เรื่องไกลตัวอีกต่อไป

CRM และ CDP แตกต่างกันอย่างไร เลือกแบบไหนดี?

เมื่อพูดถึงการจัดการข้อมูลลูกค้า หลายคนอาจจะเคยได้ยินคำว่า CRM และ CDP ใช่ไหมคะ? เมย์เองตอนแรกก็สับสนเหมือนกันค่ะว่ามันต่างกันยังไง แล้วธุรกิจอย่างเราควรจะเลือกใช้แบบไหนดี? จริงๆ แล้วมันก็คือระบบที่เข้ามาช่วยให้เราจัดการข้อมูลลูกค้านี่แหละค่ะ แต่มีจุดโฟกัสที่ต่างกันนิดหน่อย

ฟีเจอร์หลัก CRM (Customer Relationship Management) CDP (Customer Data Platform)
วัตถุประสงค์หลัก เน้นการจัดการความสัมพันธ์กับลูกค้า เพื่อปรับปรุงบริการและการขาย เน้นการรวบรวม จัดระเบียบ และรวมข้อมูลลูกค้าจากหลายแหล่ง เพื่อสร้างโปรไฟล์ลูกค้าแบบครบวงจร
ประเภทข้อมูล ข้อมูลปฏิสัมพันธ์ เช่น ประวัติการติดต่อ, การซื้อ, เคสบริการลูกค้า ข้อมูลดิบจากทุกช่องทาง ทั้งออนไลน์และออฟไลน์ (พฤติกรรม, ประวัติ, ข้อมูลส่วนตัว)
การนำไปใช้ ใช้โดยทีมขายและการบริการลูกค้า เพื่อจัดการงานประจำวัน ใช้โดยทีมการตลาด เพื่อวิเคราะห์ สร้างกลุ่มเป้าหมาย และทำการตลาดแบบเฉพาะบุคคล
ความซับซ้อน น้อยกว่า CDP มักเป็นระบบสำเร็จรูป ซับซ้อนกว่า ต้องรวมข้อมูลจากหลายระบบ
Advertisement

ถ้าธุรกิจของเราเพิ่งเริ่มต้น และต้องการจัดการข้อมูลพื้นฐานเพื่อการขายและการบริการ CRM ก็เป็นตัวเลือกที่ดีและเข้าถึงได้ง่ายกว่าค่ะ แต่ถ้าธุรกิจของเรามีข้อมูลจากหลายแหล่งมากๆ และต้องการนำข้อมูลเหล่านั้นมาวิเคราะห์เพื่อทำการตลาดแบบเจาะลึกและสร้างประสบการณ์เฉพาะบุคคล CDP ก็จะตอบโจทย์มากกว่าค่ะ อย่างไรก็ตาม หลายแพลตฟอร์มสมัยนี้ก็เริ่มมีการผสานฟังก์ชันของทั้งสองระบบเข้าด้วยกันแล้ว ทำให้เรามีตัวเลือกที่ยืดหยุ่นมากขึ้นค่ะ

เริ่มต้นใช้งานระบบง่ายๆ แม้ธุรกิจขนาดเล็ก

หลายคนอาจจะคิดว่าระบบ CRM หรือ CDP เนี่ย มันเป็นเรื่องของบริษัทใหญ่ๆ ที่มีงบประมาณเยอะๆ ใช่ไหมคะ? เมย์จะบอกว่า “ไม่จริงเลยค่ะ!” เดี๋ยวนี้มีโซลูชั่นสำหรับ SME เยอะแยะมากมายเลยค่ะ ที่ราคาไม่แพง ใช้งานง่าย และตอบโจทย์ธุรกิจขนาดเล็กได้ดีมากๆ เลยนะ การเริ่มต้นใช้งานก็ไม่ยากอย่างที่คิดค่ะ เริ่มจากการกำหนดก่อนว่าเราอยากได้อะไรจากระบบนี้บ้าง อยากเก็บข้อมูลอะไรบ้าง จากนั้นก็ลองหาข้อมูลแพลตฟอร์มต่างๆ ที่มีให้เลือกใช้มากมายในตลาด บางเจ้าก็มีแบบฟรีให้ลองใช้ก่อนด้วยนะคะ ลองดูว่าแพลตฟอร์มไหนที่อินเทอร์เฟซใช้งานง่าย ฟีเจอร์ที่เราต้องการครบ และมีบริการสนับสนุนที่ดี หลังจากเลือกได้แล้วก็เริ่มต้นนำข้อมูลลูกค้าที่เรามีอยู่แล้วทยอยใส่เข้าระบบไปได้เลยค่ะ เมย์เคยช่วยเพื่อนที่ทำร้านกาแฟเล็กๆ ให้เริ่มใช้ระบบ CRM ง่ายๆ เพื่อเก็บข้อมูลลูกค้าประจำและส่งโปรโมชั่นส่วนลดวันเกิดให้ ผลลัพธ์คือลูกค้ากลับมาใช้บริการซ้ำเยอะขึ้นมากๆ เลยค่ะ บางครั้งการเริ่มต้นจากจุดเล็กๆ ก็สร้างความแตกต่างที่ยิ่งใหญ่ได้เสมอค่ะ

ประสบการณ์ตรงจากเมย์: ธุรกิจเล็กก็เติบโตได้ ถ้ามีคนช่วยคิดและมีข้อมูลในมือ

จากธุรกิจที่เคยสะดุด สู่การเติบโตแบบก้าวกระโดด

เมย์อยากจะเล่าประสบการณ์ส่วนตัวให้ฟังบ้างค่ะ สมัยก่อนที่เมย์ยังไม่ได้เป็นบล็อกเกอร์แบบเต็มตัว เมย์เคยทำธุรกิจเล็กๆ ของตัวเองมาก่อน ตอนนั้นบอกเลยว่าทำทุกอย่างคนเดียวหมดเลยค่ะ เหนื่อยมาก แต่ก็รู้สึกว่าธุรกิจมันไปได้ไม่สุด เหมือนติดเพดานกระจก มองเห็นทางไปต่อแต่ก็เจาะไม่ทะลุ ยอดขายไม่กระเตื้องเท่าที่ควร จนบางทีก็ท้อแท้มากๆ เลยนะคะ แต่โชคดีที่เมย์ตัดสินใจลองหาที่ปรึกษามาช่วยดู เขาคนนั้นไม่ได้มาแค่บอกว่าต้องทำอะไรนะ แต่เขามา “โค้ช” เมย์ ให้เมย์คิดเอง ทำเอง แต่มีแนวทางที่ถูกต้อง เขายังเน้นย้ำเรื่องความสำคัญของการเก็บข้อมูลลูกค้ามากๆ ตอนแรกเมย์ก็ไม่ค่อยเห็นภาพเท่าไหร่ แต่พอได้เริ่มทำอย่างจริงจังเท่านั้นแหละค่ะ เหมือนจิ๊กซอว์ที่ขาดหายไปมันถูกเติมเต็ม ธุรกิจของเมย์ค่อยๆ เริ่มเห็นแสงสว่าง ได้ปรับปรุงกระบวนการ ได้เห็นว่าลูกค้าของเราจริงๆ แล้วคือใคร และอยากได้อะไรกันแน่ ทำให้เมย์สามารถปรับกลยุทธ์ได้อย่างตรงจุดจริงๆ ค่ะ

บทเรียนที่เมย์ได้เรียนรู้และอยากบอกต่อ
จากประสบการณ์ตรงของเมย์ ทำให้เมย์ได้เรียนรู้บทเรียนสำคัญหลายอย่างเลยค่ะ อย่างแรกคือ “อย่ากลัวที่จะขอความช่วยเหลือ” ค่ะ การมีที่ปรึกษาไม่ใช่เรื่องน่าอาย แต่มันคือการลงทุนเพื่ออนาคตของธุรกิจเรา ที่สำคัญคือมันช่วยประหยัดเวลาและลดความผิดพลาดไปได้เยอะมากๆ เลยค่ะ อย่างที่สองคือ “ข้อมูลลูกค้าคือทองคำ” อย่ามองข้ามความสำคัญของการเก็บและวิเคราะห์ข้อมูลลูกค้าเด็ดขาด เพราะมันจะช่วยให้เราเข้าใจลูกค้าได้อย่างลึกซึ้ง และสร้างความได้เปรียบในการแข่งขันได้มหาศาลค่ะ สุดท้ายคือ “การเปลี่ยนแปลงเป็นสิ่งที่ดี” บางทีเราอาจจะต้องกล้าที่จะก้าวออกจาก Comfort Zone เดิมๆ ลองทำอะไรใหม่ๆ ที่ไม่เคยทำมาก่อน แต่ถ้าเรามีข้อมูลและมีผู้เชี่ยวชาญคอยนำทาง เมย์เชื่อว่าธุรกิจเล็กๆ อย่างพวกเราก็สามารถเติบโตได้อย่างยั่งยืน และก้าวไปสู่ความสำเร็จที่ยิ่งใหญ่ได้แน่นอนค่ะ! ขอเป็นกำลังใจให้ทุกคนที่กำลังทำธุรกิจอยู่นะคะ สู้ๆ ค่ะ!

ส่งท้ายบทความนี้

เป็นยังไงกันบ้างคะทุกคน เมย์หวังว่าข้อมูลและประสบการณ์ที่เมย์นำมาแบ่งปันในวันนี้ จะเป็นประโยชน์กับเจ้าของธุรกิจทุกคน ไม่ว่าจะเป็น SME หรือธุรกิจขนาดเล็ก ที่กำลังมองหาแนวทางในการเติบโตและก้าวไปอีกขั้น เมย์เองก็เคยยืนอยู่ตรงจุดเดียวกับทุกคนนั่นแหละค่ะ คือรู้สึกเคว้งคว้าง ไม่รู้จะเดินไปทางไหนดี แต่สิ่งหนึ่งที่เมย์ได้เรียนรู้มาตลอดการเดินทางในโลกธุรกิจก็คือ เราไม่จำเป็นต้องแบกทุกอย่างไว้คนเดียวค่ะ การเปิดใจรับฟังคำแนะนำจากผู้เชี่ยวชาญ การนำข้อมูลลูกค้ามาใช้ให้เป็นประโยชน์ และการรู้จักใช้เครื่องมือที่เหมาะสม จะเป็นเหมือนกุญแจสำคัญที่จะปลดล็อกศักยภาพของธุรกิจเราให้เติบโตได้อย่างไม่น่าเชื่อค่ะ อย่ากลัวที่จะลงทุนกับความรู้และการพัฒนา เพราะนั่นคือการลงทุนที่คุ้มค่าที่สุดเพื่ออนาคตที่สดใสของธุรกิจเรานะคะ

เมย์อยากให้ทุกคนลองกลับไปทบทวนดูว่า ตอนนี้ธุรกิจของเราขาดอะไรไปบ้าง มีจุดไหนที่เรายังมองไม่เห็น หรือมีโอกาสอะไรที่เรามองข้ามไปรึเปล่า แล้วลองพิจารณาดูนะคะว่าการมีที่ปรึกษาดีๆ สักคน หรือการเริ่มจัดเก็บและวิเคราะห์ข้อมูลลูกค้าอย่างจริงจัง จะช่วยผลักดันให้ธุรกิจของเราไปได้ไกลกว่าเดิมได้มากแค่ไหน เมย์เชื่อเสมอค่ะว่า ไม่ว่าธุรกิจจะเล็กแค่ไหน ถ้าเรามีความตั้งใจ มีความมุ่งมั่น และรู้จักใช้เครื่องมือที่ถูกต้อง เราก็สามารถสร้างความสำเร็จที่ยิ่งใหญ่ได้เสมอค่ะ ขอเป็นกำลังใจให้เจ้าของธุรกิจทุกคนเลยนะคะ สู้ๆ ค่ะ!

Advertisement

เกร็ดความรู้ดีๆ ที่ไม่ควรมองข้าม

1. ที่ปรึกษาธุรกิจเปรียบเสมือนเข็มทิศชั้นเยี่ยม ช่วยให้เราเห็นมุมมองใหม่ๆ วางแผนกลยุทธ์ระยะยาว และชี้จุดที่เราอาจมองข้ามไป

2. ข้อมูลลูกค้าคือขุมทรัพย์ที่แท้จริงในยุคดิจิทัล การเข้าใจพฤติกรรมและความต้องการของลูกค้าอย่างลึกซึ้ง จะนำไปสู่การตลาดที่แม่นยำและยอดขายที่ยั่งยืน

3. การทำการตลาดแบบเฉพาะบุคคล (Personalized Marketing) โดยใช้ข้อมูลลูกค้า ช่วยให้แคมเปญของเราโดนใจกลุ่มเป้าหมาย ไม่สิ้นเปลืองงบประมาณ และสร้างผลลัพธ์ที่จับต้องได้

4. ระบบจัดการข้อมูลลูกค้าอย่าง CRM หรือ CDP ไม่ใช่เรื่องไกลตัวสำหรับ SME อีกต่อไปแล้วค่ะ มีหลากหลายแพลตฟอร์มที่ราคาเข้าถึงได้และใช้งานง่าย ช่วยให้เราจัดการข้อมูลได้อย่างเป็นระบบ

5. อย่ากลัวที่จะเปลี่ยนแปลงและเปิดรับเทคโนโลยีใหม่ๆ เพราะโลกธุรกิจหมุนเร็วมาก การปรับตัวและใช้เครื่องมือที่ทันสมัย จะช่วยให้ธุรกิจของเราก้าวทันคู่แข่งและค้นพบโอกาสใหม่ๆ ได้เสมอ

สรุปประเด็นสำคัญ

ในยุคที่การแข่งขันสูงและการเปลี่ยนแปลงเกิดขึ้นอย่างรวดเร็ว การมี “ผู้ช่วยมืออาชีพ” อย่างที่ปรึกษาธุรกิจ และการรู้จักใช้ “ข้อมูลลูกค้า” ให้เป็นประโยชน์ คือสองเสาหลักที่จะนำพาธุรกิจของเราไปสู่ความสำเร็จอย่างยั่งยืนค่ะ ที่ปรึกษาจะนำเสนอความเชี่ยวชาญ มุมมองที่สดใหม่ และกลยุทธ์ที่ได้รับการพิสูจน์แล้ว เพื่อช่วยให้เรานำทางในโลกธุรกิจที่ซับซ้อน ส่วนข้อมูลลูกค้านั้นคือหัวใจสำคัญที่จะทำให้เราเข้าใจลูกค้าอย่างลึกซึ้ง สร้างแคมเปญที่ตรงใจ มอบประสบการณ์ที่เหนือกว่า และท้ายที่สุดคือเพิ่มความภักดีของลูกค้าได้อย่างยั่งยืน

เมย์อยากเน้นย้ำว่า ไม่ว่าธุรกิจของเราจะอยู่ในจุดไหน หรือมีขนาดเล็กเพียงใด การลงทุนในสองส่วนนี้ไม่ควรมองข้ามเป็นอันขาด การตัดสินใจที่ถูกต้องในการเลือกที่ปรึกษาที่เหมาะสม และการเริ่มต้นนำระบบจัดการข้อมูลลูกค้าเข้ามาใช้ จะเป็นจุดเปลี่ยนสำคัญที่ทำให้ธุรกิจของคุณไม่เพียงแต่รอด แต่ยังสามารถเติบโตและก้าวไปข้างหน้าได้อย่างแข็งแกร่งและมั่นคงในระยะยาวค่ะ อย่ารอช้าที่จะลงมือทำตั้งแต่วันนี้นะคะ เพื่ออนาคตที่สดใสของธุรกิจคุณ!

คำถามที่พบบ่อย (FAQ) 📖

ถาม: ในยุคที่ธุรกิจมีการแข่งขันสูงแบบนี้ “ที่ปรึกษาการจัดการธุรกิจ” มีความสำคัญยังไงบ้างคะ และเขาจะช่วยธุรกิจเล็กๆ อย่างเราได้จริงๆ หรอ?

ตอบ: เมย์บอกเลยค่ะว่าสำคัญมากๆ เหมือนเรามีกุนซือส่วนตัวที่จะมาช่วยชี้ทางให้ธุรกิจของเราก้าวไปข้างหน้าอย่างมั่นคงเลยนะ! ลองคิดดูสิคะว่าในโลกธุรกิจที่เปลี่ยนเร็วมากๆ ข้อมูลก็ไหลบ่าเข้ามาไม่หยุด ถ้าเราต้องทำทุกอย่างเองหมด ทั้งวางแผนกลยุทธ์ ปรับปรุงกระบวนการทำงาน หาลู่ทางใหม่ๆ มันเหนื่อยมากเลยนะคะที่ปรึกษาธุรกิจเก่งๆ เนี่ย เขาไม่ได้แค่มานั่งบอกว่าต้องทำอะไร แต่เขานำประสบการณ์และความเชี่ยวชาญจากธุรกิจหลากหลายแบบมาช่วยเราวิเคราะห์สถานการณ์ปัจจุบัน มองหาจุดอ่อนและจุดแข็งที่บางทีเราเองอาจมองข้ามไป.
เขาจะช่วยวางแผนกลยุทธ์ที่เหมาะกับธุรกิจของเราจริงๆ ทำให้เราเห็นภาพรวมชัดขึ้นว่าควรจะไปทางไหนถึงจะรอดและเติบโตได้. ที่สำคัญคือเขาช่วยปรับปรุงกระบวนการทำงานให้มีประสิทธิภาพมากขึ้น ลดขั้นตอนที่ไม่จำเป็น ลดต้นทุนที่ไม่ควรจะมี.
จากประสบการณ์ของเมย์เอง ธุรกิจเล็กๆ หลายแห่งที่เคยปรึกษามาเนี่ย ส่วนใหญ่ประสบปัญหาเรื่องการจัดการเวลาและการมองไม่เห็นภาพใหญ่ พอได้ที่ปรึกษาดีๆ มาช่วย ก็เหมือนได้เปิดโลกเลยค่ะ ทำให้สามารถโฟกัสกับสิ่งที่สำคัญจริงๆ ได้ มีเวลาไปพัฒนาสินค้าและบริการให้ดีขึ้น ซึ่งส่งผลให้ยอดขายและกำไรเพิ่มขึ้นอย่างเห็นได้ชัดเลยนะคะ ที่ปรึกษาบางท่านยังมีความรู้เรื่อง AI และ Big Data ช่วยวิเคราะห์ให้ธุรกิจเราไปได้ไกลกว่าเดิมอีกด้วยค่ะ.

ถาม: การจัดการข้อมูลลูกค้า หรือ Customer Data Management นี่แหละค่ะ ดูเหมือนจะเป็นเรื่องใหม่สำหรับหลายๆ คน เมย์อยากรู้ว่ามันสำคัญกับธุรกิจของเรายังไง และมีประโยชน์จริงๆ ในทางปฏิบัติไหมคะ?

ตอบ: โอ๊ยยย… เรื่องนี้เมย์ขอบอกเลยว่านี่แหละ “ขุมทรัพย์ยุคดิจิทัล” ที่ธุรกิจไหนมองข้ามไปคือพลาดโอกาสทองไปเยอะมากๆ เลยค่ะ! ลองนึกภาพดูสิคะว่าถ้าเรามีข้อมูลลูกค้าอยู่ในมืออย่างเป็นระบบ ไม่ว่าจะเป็นพฤติกรรมการซื้อ ความสนใจ หรือช่องทางที่ลูกค้าติดต่อเข้ามา มันจะช่วยให้เราเข้าใจลูกค้าได้ลึกซึ้งถึงใจเลยนะคะ.
ประโยชน์ในทางปฏิบัติคือมันช่วยให้เราสามารถสร้างแคมเปญการตลาดที่ตรงกลุ่มเป้าหมายจริงๆ ไม่ใช่ยิงโฆษณาแบบหว่านแหอีกต่อไป. เช่น ถ้าเรารู้ว่าลูกค้าคนนี้ชอบซื้อกาแฟสูตรไหนเป็นพิเศษ เราก็สามารถส่งโปรโมชั่นกาแฟสูตรนั้น หรือแนะนำเมนูใหม่ๆ ที่คล้ายกันให้เขาได้ทันที!
ลูกค้าก็จะรู้สึกว่าเราใส่ใจ เข้าใจเขาจริงๆ ทำให้เขารู้สึกดีและประทับใจไม่รู้ลืม. ที่สำคัญคือการจัดการข้อมูลลูกค้าที่ดีจะช่วยสร้างความภักดีต่อแบรนด์ในระยะยาวค่ะ เมื่อลูกค้าได้รับประสบการณ์ที่ดีอย่างต่อเนื่อง เขาจะกลับมาซื้อซ้ำ และอาจจะแนะนำแบรนด์ของเราให้กับคนรู้จักอีกด้วย.
เมย์เคยเจอธุรกิจเล็กๆ ที่เริ่มจากการจดข้อมูลลูกค้าด้วยมือ พอเริ่มใช้ระบบจัดการข้อมูลลูกค้าดีๆ เข้ามาช่วย ยอดขายพุ่งขึ้นอย่างน่าตกใจเลยค่ะ เพราะเขาสามารถรู้ได้ว่าลูกค้าแต่ละคนต้องการอะไรจริงๆ ไม่ต้องเดาอีกต่อไป ทำให้การลงทุนด้านการตลาดมีประสิทธิภาพมากขึ้นเยอะเลยค่ะ

ถาม: เห็นเมย์พูดถึงระบบ CRM และ CDP บ่อยๆ ค่ะ อยากรู้ว่าสองอย่างนี้คืออะไร และทำไม SMEs ในไทยถึงควรให้ความสำคัญกับมันมากขึ้นคะ?

ตอบ: ดีเลยค่ะที่ถามถึงเรื่องนี้ เพราะ CRM และ CDP นี่แหละคือกุญแจสำคัญที่ทำให้ธุรกิจ SME ในไทยสามารถแข่งขันกับธุรกิจใหญ่ๆ ได้ในยุคนี้เลยนะคะ. “CRM” ย่อมาจาก Customer Relationship Management ค่ะ พูดง่ายๆ ก็คือระบบที่ช่วยให้เราบริหารจัดการความสัมพันธ์กับลูกค้านั่นเอง.
มันจะช่วยรวบรวมข้อมูลการติดต่อ การซื้อขาย ประวัติการบริการลูกค้าเอาไว้ในที่เดียว ทำให้พนักงานทุกคนในทีมเห็นข้อมูลเดียวกันหมด ไม่ว่าลูกค้าจะโทรมา คุยผ่านแชท หรือเข้ามาที่ร้าน เราก็สามารถให้บริการลูกค้าได้อย่างราบรื่นและต่อเนื่อง เหมือนลูกค้าคือคนสำคัญจริงๆ ค่ะ.
ส่วน “CDP” หรือ Customer Data Platform เนี่ย มันจะก้าวไปอีกขั้นหนึ่งค่ะ. CDP จะรวมข้อมูลลูกค้าจากทุกช่องทางที่ลูกค้าเคยมีปฏิสัมพันธ์กับแบรนด์ของเรา ไม่ว่าจะเป็นเว็บไซต์ แอปพลิเคชัน โซเชียลมีเดีย หรือแม้กระทั่งข้อมูลจากหน้าร้านค้า เข้ามาไว้ในโปรไฟล์ลูกค้าคนเดียวแบบ 360 องศา.
พูดง่ายๆ คือมันจะสร้างโปรไฟล์ลูกค้าที่สมบูรณ์แบบที่สุด ทำให้เราเห็นภาพรวมพฤติกรรมและความสนใจของลูกค้าได้อย่างแท้จริง. ทำไม SMEs ในไทยถึงควรให้ความสำคัญ?
จากที่เมย์เห็น ธุรกิจ SME หลายแห่งยังคงพึ่งพาแพลตฟอร์มต่างชาติในการเก็บข้อมูลลูกค้า หรือไม่ก็เก็บข้อมูลแบบกระจัดกระจาย ทำให้ไม่สามารถนำข้อมูลมาใช้ให้เกิดประโยชน์สูงสุดได้.
การมีระบบ CRM และ CDP เป็นของตัวเองจะช่วยให้เราเป็นเจ้าของข้อมูลลูกค้าทั้งหมด ลดการพึ่งพาแพลตฟอร์มอื่น และที่สำคัญคือมันช่วยให้เราเข้าใจลูกค้าได้ลึกซึ้งกว่าเดิมมากๆ ทำให้เราสามารถตัดสินใจทางธุรกิจได้แม่นยำขึ้น วางกลยุทธ์การตลาดได้ตรงจุด และสร้างประสบการณ์ที่ดีเยี่ยมให้กับลูกค้า จนลูกค้าติดใจและกลับมาใช้บริการซ้ำๆ ได้อย่างยั่งยืนเลยค่ะ.

📚 อ้างอิง

Advertisement