สวัสดีค่ะทุกคน! ชาวบล็อกสายธุรกิจและการพัฒนาตัวเอง วันนี้แพรมีเรื่องราวที่น่าสนใจและเป็นประโยชน์มากๆ มาฝากค่ะ เพราะจากประสบการณ์ส่วนตัวของแพรที่คลุกคลีอยู่ในแวดวงธุรกิจมานาน บอกเลยว่าสองสิ่งที่สำคัญที่จะช่วยให้เราเติบโตไปข้างหน้าได้อย่างก้าวกระโดดนั่นก็คือ ‘การทำงานร่วมกับที่ปรึกษาด้านการบริหารธุรกิจ’ และ ‘การสั่งสมประสบการณ์จากการฝึกงาน’ หลายคนอาจจะคิดว่าสองสิ่งนี้เป็นเรื่องไกลตัว หรือทำไมต้องมีด้วย?
แพรเข้าใจดีค่ะ เพราะแพรเองก็เคยเป็นหนึ่งในนั้นมาก่อน แต่พอได้ลองสัมผัสและนำมาปรับใช้จริงเท่านั้นแหละค่ะ โลกธุรกิจของเราก็เปลี่ยนไปเลยทันที ไม่ว่าจะเป็นการมองเห็นโอกาสใหม่ๆ การแก้ไขปัญหาที่ซับซ้อน หรือแม้แต่การวางแผนอนาคตให้ธุรกิจของเราแข็งแกร่งและยั่งยืนยิ่งขึ้น เรื่องราวเหล่านี้ไม่ใช่แค่ทฤษฎีในตำราเรียน แต่เป็นสิ่งที่เราสามารถนำไปประยุกต์ใช้ได้จริงในสถานการณ์ปัจจุบันที่ทุกอย่างเปลี่ยนแปลงรวดเร็วมากๆ ยิ่งในยุคที่เราต้องแข่งกับเวลาแบบนี้ การมีคนคอยชี้แนะและประสบการณ์ตรงคือสิ่งล้ำค่าที่จะทำให้เรานำหน้าคู่แข่งไปได้หลายก้าวเลยทีเดียวค่ะ แพรอยากจะแชร์มุมมองและเคล็ดลับดีๆ ที่ได้เรียนรู้มาทั้งหมด เพื่อให้ทุกคนที่กำลังมองหาทางลัดสู่ความสำเร็จได้นำไปปรับใช้กับเส้นทางของตัวเองค่ะถ้าอยากรู้ว่าสองสิ่งนี้จะช่วยเปลี่ยนเส้นทางอาชีพและธุรกิจของคุณได้อย่างไร มาอ่านและทำความเข้าใจไปพร้อมๆ กันในบทความด้านล่างนี้เลยนะคะ!
เปลี่ยนเกมธุรกิจด้วยพลังของมืออาชีพ: ทำไมที่ปรึกษาถึงเป็นสิ่งจำเป็นยุคนี้?

มุมมองใหม่ที่ธุรกิจของคุณต้องการ
สวัสดีค่ะทุกคน! แพรเชื่อว่าหลายๆ คนที่ทำธุรกิจ โดยเฉพาะ SME หรือสตาร์ทอัพ อาจจะเคยรู้สึกว่าตัวเองยืนอยู่กลางสี่แยกที่มองไปทางไหนก็ไม่รู้จะเลี้ยวซ้ายหรือขวาดี แพรเองก็เคยเจอสถานการณ์แบบนี้มานับไม่ถ้วนค่ะ จากประสบการณ์ส่วนตัว แพรค้นพบว่าการมี “ที่ปรึกษาด้านการบริหารธุรกิจ” เข้ามาช่วยนี่แหละค่ะ คือกุญแจสำคัญที่พลิกโฉมธุรกิจให้เติบโตได้อย่างไม่น่าเชื่อ ที่ปรึกษาเหล่านี้ไม่ใช่แค่คนที่มีความรู้ แต่พวกเขามีประสบการณ์อันยาวนานและมุมมองที่เฉียบคมจากอุตสาหกรรมต่างๆ ทำให้พวกเขาสามารถมองเห็นปัญหาที่เรามองข้ามไปได้ง่ายๆ แถมยังช่วยชี้ช่องทางใหม่ๆ ที่เราไม่เคยคิดถึงมาก่อนด้วยนะคะ ลองนึกภาพดูสิคะ เวลาที่เราจมอยู่กับงานประจำวัน บางทีเราก็เหมือนม้าที่ถูกปิดตา มองเห็นแค่ทางตรงข้างหน้า การมีคนมาช่วยขยายวิสัยทัศน์ มันเหมือนกับการได้ขึ้นเฮลิคอปเตอร์แล้วมองลงมาดูภาพรวมทั้งหมดเลยค่ะ ทำให้เราเห็นจุดอ่อน จุดแข็ง และโอกาสที่ซ่อนอยู่ได้ชัดเจนขึ้นเยอะเลย แพรเคยมีลูกค้าอยู่รายหนึ่งเป็นธุรกิจร้านอาหารขนาดกลางที่กำลังเจอปัญหาเรื่องการจัดการสต็อกและต้นทุนที่ไม่สามารถควบคุมได้ ที่ปรึกษาที่แพรแนะนำไปใช้เวลาไม่นานก็วิเคราะห์เจอต้นตอของปัญหา และเสนอแนวทางการปรับเปลี่ยนระบบการสั่งซื้อและการจัดการครัว ซึ่งช่วยลดต้นทุนไปได้ถึง 15% ภายในสามเดือนแรกเท่านั้นเองค่ะ เห็นไหมคะว่าพลังของมืออาชีพมันมหัศจรรย์ขนาดไหน
ก้าวข้ามอุปสรรคอย่างมั่นใจด้วยผู้เชี่ยวชาญ
แน่นอนว่าการทำธุรกิจมันไม่ได้โรยด้วยกลีบกุหลาบเสมอไปค่ะ บางครั้งเราก็ต้องเจอกับวิกฤตที่ไม่คาดฝัน หรือปัญหาที่ซับซ้อนจนแทบถอดใจ แต่จากที่แพรได้คลุกคลีกับผู้ประกอบการมาเยอะ แพรเห็นเลยว่าคนที่ก้าวข้ามผ่านช่วงเวลาเหล่านั้นไปได้ดี มักจะมีที่ปรึกษาคอยอยู่เคียงข้างเสมอ ที่ปรึกษาด้านการบริหารธุรกิจก็เหมือนกับกัปตันเรือที่มีประสบการณ์ค่ะ พวกเขารู้ว่าต้องนำทางเรือไปในทิศทางไหนเมื่อเจอกับพายุ ช่วยให้เราตัดสินใจได้รวดเร็วและถูกต้องภายใต้แรงกดดัน นอกจากนี้พวกเขายังมีเครือข่ายที่กว้างขวาง สามารถเชื่อมโยงเราเข้ากับพาร์ทเนอร์หรือผู้เชี่ยวชาญอื่นๆ ที่จำเป็นต่อธุรกิจของเราได้อีกด้วย ไม่ใช่แค่เรื่องการแก้ปัญหาเฉพาะหน้าเท่านั้นนะคะ แต่ที่ปรึกษายังช่วยวางแผนกลยุทธ์ระยะยาว สร้างรากฐานที่มั่นคงให้กับธุรกิจของเรา เพื่อให้สามารถเติบโตได้อย่างยั่งยืนในระยะยาว แพรเคยคุยกับเจ้าของธุรกิจอสังหาริมทรัพย์ท่านหนึ่งที่ยอมรับว่าการตัดสินใจลงทุนโปรเจกต์ใหญ่ๆ แต่ละครั้งจะต้องปรึกษาที่ปรึกษาทางการเงินและที่ปรึกษาด้านการตลาดก่อนเสมอ เพราะเงินลงทุนมันสูงและมีความเสี่ยงมาก การมีมืออาชีพมาช่วยสกรีนและประเมินความเป็นไปได้ ทำให้เขามั่นใจในการก้าวไปข้างหน้าได้อย่างเต็มที่ แพรคิดว่านี่คือการลงทุนที่คุ้มค่ามากๆ เพราะมันลดความเสี่ยงและเพิ่มโอกาสความสำเร็จได้อย่างมหาศาลเลยค่ะ
ค้นพบทางลัดสู่ความสำเร็จที่ไม่เคยรู้มาก่อน
ปลดล็อกศักยภาพที่ไม่สิ้นสุด
หลายครั้งที่เรามองหาคำตอบจากตำรา หรือลองผิดลองถูกด้วยตัวเอง แพรเองก็เป็นหนึ่งในนั้นค่ะ แต่พอได้ลองทำงานกับที่ปรึกษา แพรถึงได้เข้าใจว่า “ทางลัด” ไม่ได้หมายถึงการโกงเส้นทาง แต่เป็นการใช้ประสบการณ์และความเชี่ยวชาญของคนอื่นมาช่วยลดเวลาและข้อผิดพลาดในการเรียนรู้ ที่ปรึกษาที่ดีจะช่วยให้เรามองเห็นภาพรวมของตลาด คู่แข่ง และศักยภาพที่แท้จริงของธุรกิจเราได้ชัดเจนขึ้น เขาจะช่วยขัดเกลาไอเดียดิบๆ ของเราให้กลายเป็นแผนธุรกิจที่จับต้องได้ และสามารถนำไปปฏิบัติจริงได้ทันที แพรเคยมีน้องที่ทำธุรกิจเสื้อผ้าออนไลน์มาปรึกษาว่าขายไม่ค่อยดี อยากขยายตลาดแต่ไม่รู้จะเริ่มยังไง แพรแนะนำให้ลองปรึกษาผู้เชี่ยวชาญด้านการตลาดออนไลน์ดู ปรากฏว่าที่ปรึกษาช่วยวิเคราะห์กลุ่มลูกค้าเป้าหมายใหม่ๆ และเสนอช่องทางการทำตลาดบนแพลตฟอร์โซเชียลมีเดียที่ไม่เคยลอง ปรับกลยุทธ์การยิงแอด และคอนเทนต์ที่น่าสนใจ ผลปรากฏว่ายอดขายเพิ่มขึ้นถึง 40% ภายในสองเดือนค่ะ นี่แหละค่ะ คือการปลดล็อกศักยภาพที่ซ่อนอยู่ภายในธุรกิจของเราเอง ที่บางครั้งเรามองไม่เห็นจนกว่าจะมีคนมาช่วยชี้ให้เห็น
สร้างนวัตกรรมและความได้เปรียบในการแข่งขัน
ในยุคที่ทุกอย่างหมุนไปเร็วมากๆ การหยุดนิ่งเท่ากับถอยหลังค่ะ แพรสังเกตว่าธุรกิจที่ประสบความสำเร็จในระยะยาว มักจะเป็นธุรกิจที่กล้าคิดนอกกรอบและสร้างสรรค์สิ่งใหม่ๆ อยู่เสมอ และนี่คืออีกบทบาทสำคัญของที่ปรึกษา ที่ไม่ได้มีแค่หน้าที่แก้ปัญหา แต่ยังช่วยจุดประกายไอเดียและสร้างนวัตกรรมให้กับธุรกิจของเราด้วยค่ะ พวกเขามีข้อมูลเชิงลึกเกี่ยวกับเทรนด์ตลาดโลก เทคโนโลยีใหม่ๆ และแนวทางการดำเนินธุรกิจที่ทันสมัย ทำให้เราสามารถนำมาปรับใช้เพื่อสร้างความแตกต่างและเหนือกว่าคู่แข่งได้ แพรเคยเห็นธุรกิจค้าปลีกรายหนึ่งที่กำลังเผชิญกับคู่แข่งรายใหญ่ จนยอดขายเริ่มซบเซา ที่ปรึกษาด้านนวัตกรรมได้เข้ามาช่วยออกแบบประสบการณ์การซื้อสินค้าแบบ Omni-channel ที่ผสานระหว่างร้านค้าจริงและออนไลน์ได้อย่างลงตัว พร้อมนำเสนอเทคโนโลยี AR/VR มาช่วยให้ลูกค้าสามารถลองสินค้าเสมือนจริงได้ ซึ่งสร้างความฮือฮาและดึงดูดลูกค้ากลุ่มใหม่ๆ ได้อย่างล้นหลาม ทำให้ธุรกิจกลับมามีชีวิตชีวาอีกครั้ง แพรเชื่อว่าการมีที่ปรึกษาเข้ามาช่วยคิดและวางแผนในเรื่องนวัตกรรม มันคือการลงทุนที่ให้ผลตอบแทนสูงมากๆ เลยนะคะ เพราะมันช่วยสร้างความได้เปรียบที่ยั่งยืนให้กับธุรกิจของเราในระยะยาว
ไขรหัสลับสร้างการเติบโตอย่างยั่งยืน
วางรากฐานธุรกิจให้มั่นคงแข็งแรง
หลายคนอาจจะคิดว่าที่ปรึกษาเข้ามาช่วยแค่ตอนมีปัญหาใหญ่ๆ แต่จริงๆ แล้ว บทบาทของที่ปรึกษามีมากกว่านั้นเยอะเลยค่ะ โดยเฉพาะเรื่องของการวางรากฐานธุรกิจให้มั่นคงและเติบโตอย่างยั่งยืน แพรเองเคยเห็นธุรกิจเล็กๆ ที่เริ่มต้นจากความชอบ แต่พอจะขยายกลับไปไม่เป็น เพราะขาดการวางแผนที่ดีตั้งแต่แรก ที่ปรึกษาจะเข้ามาช่วยวิเคราะห์จุดแข็ง จุดอ่อน โอกาส และอุปสรรคของธุรกิจอย่างละเอียดถี่ถ้วน หรือที่เรียกว่า SWOT Analysis นั่นแหละค่ะ จากนั้นก็จะช่วยกำหนดวิสัยทัศน์ พันธกิจ และเป้าหมายที่ชัดเจน เพื่อให้ทุกคนในองค์กรเดินไปในทิศทางเดียวกัน นอกจากนี้ยังช่วยออกแบบโครงสร้างองค์กร ระบบการทำงาน และกระบวนการต่างๆ ให้มีประสิทธิภาพสูงสุด ช่วยลดความซับซ้อนและเพิ่มความคล่องตัวในการดำเนินงาน แพรจำได้ว่าตอนที่แพรเริ่มทำบล็อกนี้จริงจัง ก็มีโอกาสได้ปรึกษาผู้เชี่ยวชาญด้าน SEO และการสร้างคอนเทนต์ เขาช่วยวางแผนคีย์เวิร์ด โครงสร้างบทความ และกลยุทธ์การโปรโมท ซึ่งทำให้บล็อกของแพรเติบโตเร็วมากและมีคนเข้ามาอ่านเพิ่มขึ้นอย่างต่อเนื่อง นี่คือการลงทุนในรากฐานที่แข็งแกร่ง ซึ่งจะส่งผลดีในระยะยาวจริงๆ ค่ะ
แผนการเติบโตที่ปรับเปลี่ยนได้ตามสถานการณ์
โลกธุรกิจทุกวันนี้เปลี่ยนแปลงเร็วมากค่ะ แผนที่เคยดีเมื่อวาน อาจจะใช้ไม่ได้แล้วในวันนี้ การมีที่ปรึกษาจึงไม่ใช่แค่การจ้างคนมาแก้ปัญหา แต่เป็นการสร้างพาร์ทเนอร์ระยะยาวที่พร้อมจะปรับเปลี่ยนและเติบโตไปพร้อมกับเรา ที่ปรึกษาที่มีประสบการณ์จะช่วยให้เราประเมินสถานการณ์ตลาดอย่างต่อเนื่อง คาดการณ์แนวโน้มในอนาคต และปรับกลยุทธ์ให้เหมาะสมกับบริบทที่เปลี่ยนไปเสมอ แพรเคยได้ยินเรื่องราวของบริษัทผลิตชิ้นส่วนอิเล็กทรอนิกส์แห่งหนึ่งที่ต้องเผชิญกับการเปลี่ยนแปลงของเทคโนโลยีอย่างรวดเร็ว ที่ปรึกษาด้านกลยุทธ์เข้ามาช่วยแนะนำให้บริษัทกระจายความเสี่ยงโดยการขยายไปสู่ธุรกิจใหม่ที่เกี่ยวเนื่องกัน และลงทุนในการวิจัยและพัฒนาผลิตภัณฑ์ที่เป็นมิตรต่อสิ่งแวดล้อม ซึ่งผลลัพธ์คือทำให้บริษัทสามารถรอดพ้นจากวิกฤตและกลับมาเติบโตได้อย่างแข็งแกร่งกว่าเดิมด้วยซ้ำไปค่ะ แพรคิดว่านี่คือบทเรียนสำคัญที่สอนให้เรารู้ว่า การมีคนคอยแนะนำให้เราพร้อมรับมือกับการเปลี่ยนแปลงอยู่เสมอ มันคือสิ่งที่จะช่วยให้ธุรกิจของเรายืนหยัดได้อย่างยั่งยืนในระยะยาวจริงๆ
ประสบการณ์จริงสร้างคน ไม่ใช่แค่ใบปริญญา
เปิดประตูสู่โลกการทำงานที่แท้จริง
เอาล่ะค่ะ มาถึงอีกเรื่องที่แพรอยากจะเน้นย้ำมากๆ นั่นก็คือเรื่องของ ‘การฝึกงาน’ หลายคนอาจจะคิดว่าการฝึกงานเป็นแค่ส่วนหนึ่งของการเรียน หรือเป็นแค่ทางผ่านเพื่อเก็บชั่วโมง แพรอยากจะบอกว่ามันไม่ใช่แค่นั้นเลยค่ะ! จากประสบการณ์ของแพรและจากที่ได้เห็นน้องๆ รุ่นใหม่มาเยอะ การฝึกงานคือโอกาสทองที่เราจะได้ก้าวเท้าเข้าไปสัมผัสโลกของการทำงานจริงแบบไร้ซึ่งฟิลเตอร์ มันคือช่วงเวลาที่เราจะได้เรียนรู้ว่าการทำงานในองค์กรเป็นอย่างไร วัฒนธรรมองค์กรเป็นแบบไหน และที่สำคัญคือเราจะได้นำความรู้ที่เรียนมาปรับใช้กับสถานการณ์จริงค่ะ แพรจำได้ตอนที่แพรฝึกงานครั้งแรก แพรตื่นเต้นและประหม่ามาก แต่ทุกวันที่ได้เข้าไปทำงาน ได้เห็นพี่ๆ ทำงาน ได้รับมอบหมายงานเล็กๆ น้อยๆ ได้เจอสถานการณ์จริง มันทำให้แพรได้เรียนรู้สิ่งที่ไม่สามารถหาได้จากในตำราเลยจริงๆ ค่ะ การฝึกงานทำให้เราได้ลองผิดลองถูก ได้เห็นมุมมองใหม่ๆ และได้เข้าใจว่าทฤษฎีที่เราเรียนมานั้นนำมาปรับใช้ได้อย่างไรในชีวิตจริง นอกจากนี้ยังช่วยให้เราค้นพบตัวเองด้วยว่าเราชอบงานแบบไหน ถนัดอะไร และอะไรที่เรายังต้องพัฒนาอีกเยอะเลยค่ะ
สร้างเครือข่ายและโอกาสในอนาคต
นอกจากการเรียนรู้และสั่งสมประสบการณ์แล้ว สิ่งที่สำคัญไม่แพ้กันจากการฝึกงานก็คือ ‘การสร้างเครือข่าย’ ค่ะ แพรเห็นน้องๆ หลายคนที่ได้งานทำทันทีหลังเรียนจบ เพราะเริ่มต้นจากการฝึกงานในบริษัทนั้นๆ เลย นี่คือสิ่งที่จับต้องได้มากๆ ค่ะ การฝึกงานเปิดโอกาสให้เราได้รู้จักกับพี่ๆ ในวงการ ได้เรียนรู้จากคนที่มีประสบการณ์ตรง และได้สร้างความประทับใจให้กับพวกเขา การสร้างความสัมพันธ์ที่ดีกับคนในองค์กรและเพื่อนร่วมงานในช่วงฝึกงาน อาจนำไปสู่โอกาสในการทำงานในอนาคต หรือแม้กระทั่งได้mentor ดีๆ ที่คอยให้คำแนะนำเราไปตลอดเส้นทางอาชีพ แพรจำได้ว่าตอนแพรฝึกงาน แพรพยายามสร้างความสัมพันธ์ที่ดีกับทุกคนในทีม ช่วยเหลืองานเท่าที่ทำได้ และเรียนรู้จากทุกคน ซึ่งทำให้แพรได้รับโอกาสมากมายหลังเรียนจบ และยังคงติดต่อกับพี่ๆ ในทีมมาจนถึงทุกวันนี้ค่ะ แพรอยากให้ทุกคนมองว่าการฝึกงานเป็นเหมือนกับการลงทุนในอนาคตตัวเอง มันไม่ใช่แค่การไปทำงาน แต่เป็นการไปสร้างคอนเนกชั่นและโอกาสที่จะเปิดประตูบานอื่นๆ ให้กับเราในภายภาคหน้า
ก้าวแรกสู่เส้นทางอาชีพที่มั่นคง: ทำไมการฝึกงานถึงสำคัญ?
เร่งเครื่องพัฒนาทักษะที่ตลาดต้องการ
ในตลาดแรงงานปัจจุบัน ทักษะที่ได้จากใบปริญญาอย่างเดียวยังไม่พอค่ะ นายจ้างมองหาผู้สมัครที่มี “ทักษะปฏิบัติจริง” และ “ประสบการณ์” การฝึกงานนี่แหละค่ะคือสนามประลองที่เราจะได้ฝึกฝนและพัฒนาทักษะที่สำคัญที่ตลาดแรงงานต้องการอย่างแท้จริง ไม่ว่าจะเป็นทักษะการแก้ปัญหา การทำงานเป็นทีม การสื่อสาร หรือแม้กระทั่งทักษะเฉพาะทางที่เกี่ยวกับสายงานที่เราสนใจ แพรเคยคุยกับน้องคนหนึ่งที่เรียนจบด้านไอที แต่ไม่เคยเขียนโค้ดจริงจัง พอไปฝึกงานในบริษัทซอฟต์แวร์ ก็ได้มีโอกาสเขียนโค้ด พัฒนาระบบ และแก้บั๊กจริงๆ ทำให้ทักษะของน้องคนนี้พัฒนาแบบก้าวกระโดดจากศูนย์ไปเลยค่ะ จากคนที่ไม่มีความมั่นใจในการเขียนโค้ด กลายเป็นคนที่มีความสามารถและได้รับโอกาสให้ทำงานต่อหลังฝึกงานเสร็จ แพรเห็นว่าการฝึกงานคือโอกาสที่ดีที่สุดในการเติมเต็มช่องว่างระหว่างทฤษฎีและการปฏิบัติ ทำให้เรามีความพร้อมในการทำงานจริงทันทีที่เรียนจบ ซึ่งเป็นสิ่งที่นายจ้างให้ความสำคัญเป็นอย่างมากในยุคปัจจุบัน และยังช่วยเพิ่มมูลค่าให้กับตัวเราเองในฐานะผู้สมัครงานด้วยนะคะ
สร้างความได้เปรียบในการแข่งขันในตลาดแรงงาน

ลองนึกภาพดูสิคะ ระหว่างผู้สมัครสองคน คนหนึ่งมีแค่ใบปริญญา อีกคนมีทั้งใบปริญญาและประสบการณ์ฝึกงานที่หลากหลาย ใครจะได้รับโอกาสมากกว่ากัน? คำตอบมันชัดเจนอยู่แล้วค่ะ การฝึกงานคือสิ่งที่จะสร้างความแตกต่างและทำให้เราโดดเด่นจากผู้สมัครคนอื่นๆ ได้อย่างชัดเจน แพรเคยเห็นน้องๆ ที่ฝึกงานในบริษัทชั้นนำหลายแห่ง พอถึงเวลาสมัครงานจริงๆ ก็ได้รับพิจารณาเป็นพิเศษ หรือบางคนก็ถูกทาบทามให้ทำงานต่อในตำแหน่งที่ดีเลยก็มี เพราะบริษัทเล็งเห็นถึงศักยภาพและความคุ้นเคยกับวัฒนธรรมองค์กรของเราแล้ว นอกจากนี้ การฝึกงานยังเป็นโอกาสให้เราได้สำรวจสายอาชีพต่างๆ ก่อนที่จะตัดสินใจเลือกเส้นทางที่แท้จริงด้วยค่ะ บางทีสิ่งที่เราคิดว่าชอบ อาจจะไม่ใช่สิ่งที่ใช่จริงๆ เมื่อได้ลองสัมผัสหน้างาน การฝึกงานจึงช่วยให้เราตัดสินใจได้อย่างมั่นใจมากขึ้น และลดความเสี่ยงในการเลือกเส้นทางอาชีพที่ผิดพลาด แพรอยากจะบอกว่าอย่ามองข้ามคุณค่าของการฝึกงานเด็ดขาดนะคะ มันคือบันไดก้าวแรกที่สำคัญมากที่จะพาเราไปสู่เส้นทางอาชีพที่มั่นคงและประสบความสำเร็จได้
เปลี่ยนความฝันให้เป็นจริงด้วยโอกาสทองจากการฝึกงาน
ปั้นโปรไฟล์ให้โดดเด่น ดึงดูดบริษัทชั้นนำ
โปรไฟล์ที่น่าประทับใจไม่ใช่แค่การมีเกรดสวยๆ อย่างเดียวนะคะ แต่มันคือการที่เรามี ‘ประสบการณ์จริง’ ที่จับต้องได้ และการฝึกงานนี่แหละค่ะคือหัวใจสำคัญที่จะช่วยให้โปรไฟล์ของเราโดดเด่นและน่าสนใจยิ่งขึ้น แพรเชื่อว่าทุกคนมีความฝันอยากทำงานในบริษัทใหญ่ๆ หรือองค์กรที่ตัวเองชื่นชอบ การฝึกงานในบริษัทเหล่านี้จะช่วยเพิ่มน้ำหนักให้กับประวัติของเราได้อย่างมหาศาลเลยค่ะ ลองนึกภาพดูว่า ถ้าคุณมีชื่อบริษัทดังๆ อยู่ในเรซูเม่ตั้งแต่ยังไม่จบ มันจะดูน่าสนใจขนาดไหน! แพรเคยมีน้องคนหนึ่งที่ฝันอยากทำงานด้านการตลาดในบริษัทเครื่องสำอางระดับโลก น้องคนนี้พยายามหาโอกาสฝึกงานในบริษัทเครื่องสำอางหลายแห่งตั้งแต่ช่วงปี 2-3 และเก็บเกี่ยวประสบการณ์มาเรื่อยๆ จนกระทั่งตอนเรียนจบ น้องก็สามารถสมัครงานและได้เข้าทำงานในบริษัทเครื่องสำอางที่ใฝ่ฝันได้จริงๆ ค่ะ แพรคิดว่านี่คือข้อพิสูจน์ที่ดีที่สุดว่าการฝึกงานไม่ใช่แค่การทำงานชั่วคราว แต่มันคือการสร้างบันไดเพื่อก้าวไปสู่ความฝันที่เราตั้งเป้าไว้ และยังเป็นเครื่องมือสำคัญในการสร้างแบรนด์ส่วนตัวของเราให้เป็นที่จดจำในสายตาของนายจ้างอีกด้วย
ประตูสู่การเรียนรู้ที่ไม่มีวันสิ้นสุด
การฝึกงานคือประตูบานใหญ่ที่เปิดไปสู่การเรียนรู้ที่ไม่มีวันสิ้นสุดค่ะ แพรเชื่อว่ายิ่งเราเรียนรู้มากเท่าไหร่ เราก็ยิ่งมีคุณค่ามากเท่านั้น ในช่วงเวลาของการฝึกงาน เราจะได้พบกับความท้าทายใหม่ๆ ได้ลองแก้ไขปัญหาที่ไม่เคยเจอ ได้เรียนรู้จากความผิดพลาดของตัวเองและคนอื่น และที่สำคัญคือเราจะได้พัฒนา mindset ของการเป็นผู้เรียนรู้ตลอดชีวิตค่ะ แพรเคยได้ยินเรื่องราวของน้องนักศึกษาคนหนึ่งที่ไปฝึกงานในสายงานที่ไม่ถนัดเอาเสียเลย แต่ด้วยความมุ่งมั่นและเปิดใจเรียนรู้ น้องคนนี้ก็สามารถทำผลงานได้ดีเยี่ยมจนได้รับคำชมจากหัวหน้างาน แถมยังค้นพบว่าตัวเองมีแพชชั่นในสายงานนี้จริงๆ แพรคิดว่านี่คือความมหัศจรรย์ของการฝึกงานค่ะ มันทำให้เราได้ออกนอกกรอบ ได้ลองทำสิ่งใหม่ๆ และค้นพบศักยภาพที่ซ่อนอยู่ในตัวเอง การเรียนรู้จากการลงมือทำจริงนี่แหละค่ะที่จะฝังแน่นอยู่ในตัวเรา และกลายเป็นประสบการณ์ที่มีค่าที่จะติดตัวเราไปตลอด ไม่ว่าเราจะเลือกเดินบนเส้นทางอาชีพไหนในอนาคต การฝึกงานจึงเป็นมากกว่าแค่การทำงาน แต่มันคือการลงทุนในการพัฒนาตัวเองอย่างรอบด้าน ที่จะให้ผลตอบแทนที่คุ้มค่าเกินกว่าที่คิด
เสริมทัพธุรกิจให้แข็งแกร่ง: ผสานพลังที่ปรึกษาและคนรุ่นใหม่
พลังแห่งการทำงานร่วมกันเพื่อเป้าหมายที่ยิ่งใหญ่กว่า
ลองนึกภาพดูนะคะว่า ถ้าเรานำประสบการณ์อันยาวนานและความเชี่ยวชาญของที่ปรึกษา มาผนวกกับพลังงาน ความคิดสร้างสรรค์ และความกล้าหาญของคนรุ่นใหม่จากการฝึกงาน จะเกิดอะไรขึ้น? แพรบอกเลยว่านี่คือสูตรสำเร็จที่จะสร้างความแข็งแกร่งและนำพาธุรกิจก้าวไปข้างหน้าได้อย่างก้าวกระโดดเลยค่ะ ที่ปรึกษาจะเข้ามาเติมเต็มในส่วนที่ธุรกิจขาด เช่น การวางกลยุทธ์ การวิเคราะห์ตลาด หรือการจัดการวิกฤต ในขณะที่คนรุ่นใหม่จากการฝึกงานจะนำเสนอไอเดียใหม่ๆ เทคโนโลยีที่ทันสมัย และมุมมองที่สดใหม่ ซึ่งอาจเป็นสิ่งที่ที่ปรึกษาหรือผู้บริหารเองอาจจะมองข้ามไป แพรเคยมีโอกาสได้ร่วมงานกับบริษัทแห่งหนึ่งที่ให้ความสำคัญกับการนำที่ปรึกษาและนักศึกษาฝึกงานเข้ามาทำงานร่วมกัน พวกเขาให้โจทย์ที่ท้าทายกับทีมที่ผสมผสานกันนี้ ผลลัพธ์ที่ได้คือแผนการตลาดที่สร้างสรรค์และไม่เหมือนใคร แถมยังสามารถนำไปปฏิบัติได้จริงด้วยงบประมาณที่คุ้มค่า แพรเชื่อว่าการผสมผสานพลังจากสองส่วนนี้อย่างลงตัว จะสร้าง synergistic effect ที่จะพาธุรกิจไปสู่จุดสูงสุดได้อย่างแน่นอนค่ะ การทำงานร่วมกันไม่ใช่แค่การรวมคน แต่เป็นการรวมพลังทางความคิดและประสบการณ์เพื่อเป้าหมายที่ยิ่งใหญ่กว่า
สร้างวัฒนธรรมองค์กรแห่งการเรียนรู้และการเติบโต
การเปิดโอกาสให้ที่ปรึกษาและนักศึกษาฝึกงานได้เข้ามามีส่วนร่วมในองค์กร ยังช่วยสร้างวัฒนธรรมองค์กรที่แข็งแกร่งและส่งเสริมการเรียนรู้ได้อย่างต่อเนื่องอีกด้วยค่ะ ที่ปรึกษาจะนำความรู้และ Best Practices จากอุตสาหกรรมต่างๆ เข้ามาแบ่งปัน ทำให้คนในองค์กรได้เรียนรู้สิ่งใหม่ๆ อยู่เสมอ ในขณะเดียวกัน นักศึกษาฝึกงานก็เป็นเหมือนกระจกสะท้อน ที่จะนำมุมมองของคนรุ่นใหม่และเทรนด์ใหม่ๆ เข้ามาสู่องค์กร ทำให้เราไม่ตกยุคและพร้อมที่จะปรับตัวอยู่เสมอ แพรจำได้ว่าเคยมีนักศึกษาฝึกงานคนหนึ่งเข้ามาช่วยเรื่องคอนเทนต์โซเชียลมีเดียในบริษัทที่แพรเคยร่วมงานด้วย เขาเสนอแนวทางการทำคอนเทนต์ที่ทันสมัยและเป็นที่นิยมในกลุ่มคนรุ่นใหม่ ซึ่งทำให้คอนเทนต์ของบริษัทได้รับความนิยมและเข้าถึงกลุ่มเป้าหมายได้กว้างขึ้นมาก แพรคิดว่านี่คือการลงทุนในทรัพยากรบุคคลที่ไม่ใช่แค่การจ้างงาน แต่เป็นการลงทุนในการสร้าง Ecosystem ที่เอื้อต่อการเรียนรู้และการเติบโตของทุกคนในองค์กร ซึ่งจะส่งผลดีต่อภาพรวมของธุรกิจในระยะยาวอย่างแน่นอนค่ะ การสร้างวัฒนธรรมแห่งการเรียนรู้คือสิ่งที่จะทำให้องค์กรของเราแข็งแกร่งและสามารถแข่งขันได้ในทุกสถานการณ์
ลงทุนกับตัวเองคือการลงทุนที่คุ้มค่าที่สุด
โอกาสในการพัฒนาตัวเองอย่างไม่หยุดยั้ง
สุดท้ายนี้ แพรอยากจะสรุปว่าไม่ว่าจะเป็นการทำงานร่วมกับที่ปรึกษาด้านการบริหารธุรกิจ หรือการสั่งสมประสบการณ์จากการฝึกงาน ทั้งสองสิ่งนี้คือการลงทุนที่คุ้มค่าที่สุดในตัวเราเองค่ะ เพราะมันคือโอกาสในการพัฒนาตัวเองอย่างไม่หยุดยั้ง แพรเชื่อว่าการเรียนรู้ไม่ได้หยุดอยู่แค่ในห้องเรียน หรือเมื่อเราได้ใบปริญญามาแล้ว แต่การเรียนรู้คือกระบวนการตลอดชีวิต ที่ปรึกษาจะช่วยเปิดโลกทัศน์และเสริมสร้างความรู้เชิงลึกในด้านที่เราอาจจะยังไม่เชี่ยวชาญ ในขณะที่การฝึกงานจะช่วยให้เราได้พัฒนาทักษะปฏิบัติจริงและค้นพบศักยภาพที่ซ่อนอยู่ในตัวเอง แพรเองก็ยังคงเรียนรู้สิ่งใหม่ๆ อยู่เสมอ ไม่ว่าจะเป็นการอ่านหนังสือ เข้าอบรม หรือปรึกษาผู้เชี่ยวชาญในด้านต่างๆ แพรคิดว่ายิ่งเราลงทุนกับตัวเองมากเท่าไหร่ เราก็จะยิ่งมีคุณค่ามากขึ้นเท่านั้น และนั่นคือสิ่งที่ไม่มีใครสามารถพรากไปจากเราได้ค่ะ การพัฒนาตัวเองคือการสร้างภูมิคุ้มกันที่จะทำให้เราสามารถรับมือกับการเปลี่ยนแปลงและก้าวไปข้างหน้าได้อย่างมั่นใจในทุกสถานการณ์
สร้างอนาคตที่สดใสด้วยการตัดสินใจที่ชาญฉลาด
การตัดสินใจที่จะทำงานกับที่ปรึกษาหรือมองหาโอกาสในการฝึกงาน อาจจะดูเหมือนเป็นการลงทุนที่ต้องใช้ทั้งเวลาและทรัพยากร แต่แพรอยากให้ทุกคนมองข้ามต้นทุนเหล่านั้นไปค่ะ เพราะผลตอบแทนที่คุณจะได้รับมันคุ้มค่าเกินกว่าที่คิด ไม่ใช่แค่ผลตอบแทนทางการเงินเท่านั้นนะคะ แต่ยังรวมถึงการเติบโตในสายอาชีพ ความรู้ ประสบการณ์ และเครือข่ายความสัมพันธ์ที่จะติดตัวคุณไปตลอดชีวิต แพรเคยเห็นผู้ประกอบการหลายคนที่เริ่มต้นจากศูนย์ แต่ด้วยการเลือกที่จะลงทุนกับที่ปรึกษาและเปิดโอกาสให้คนรุ่นใหม่ได้เข้ามามีส่วนร่วม ทำให้ธุรกิจของพวกเขาสามารถเติบโตได้อย่างรวดเร็วและยั่งยืน แพรเองก็รู้สึกขอบคุณทุกโอกาสที่ได้เรียนรู้และพัฒนาตัวเองมาโดยตลอด เพราะสิ่งเหล่านี้คือสิ่งที่หล่อหลอมให้แพรเป็นแพรในทุกวันนี้ แพรอยากให้ทุกคนกล้าที่จะลงทุนกับตัวเอง กล้าที่จะเปิดรับสิ่งใหม่ๆ และกล้าที่จะก้าวออกจาก comfort zone ค่ะ เพราะบางที สิ่งที่เรากำลังมองหาคำตอบ อาจจะซ่อนอยู่ในโอกาสที่เรายังไม่กล้าคว้าเอาไว้ก็ได้ ลองพิจารณาทางเลือกเหล่านี้ดูนะคะ แล้วคุณจะเห็นว่าอนาคตที่สดใสอยู่ไม่ไกลเกินเอื้อมจริงๆ
| ปัจจัย | ประโยชน์จากการทำงานกับที่ปรึกษาด้านบริหารธุรกิจ | ประโยชน์จากการฝึกงาน |
|---|---|---|
| การเรียนรู้และพัฒนา | ได้รับความรู้เชิงลึก, กลยุทธ์ที่ทันสมัย, แนวทางปฏิบัติที่ดีที่สุด (Best Practices) | พัฒนาทักษะปฏิบัติจริง, เข้าใจโลกการทำงาน, ค้นพบสายอาชีพที่ใช่ |
| โอกาสทางธุรกิจ/อาชีพ | แก้ปัญหาธุรกิจ, ชี้ช่องทางใหม่, วางแผนเติบโต, ลดความเสี่ยง | สร้างโปรไฟล์, สร้างเครือข่าย (Networking), โอกาสได้งานประจำ |
| มุมมองใหม่ๆ | วิเคราะห์สถานการณ์จากมุมมองภายนอก, ไอเดียใหม่ๆ, นวัตกรรม | นำเสนอความคิดที่สดใหม่, ความเข้าใจเทคโนโลยี, ทัศนคติคนรุ่นใหม่ |
| ความมั่นคง/ยั่งยืน | วางรากฐานธุรกิจ, ปรับกลยุทธ์ตามสถานการณ์, สร้างความได้เปรียบในการแข่งขัน | เพิ่มมูลค่าให้ตัวเอง, สร้างความพร้อมในการทำงาน, วางแผนเส้นทางอาชีพ |
ปิดท้ายกันค่ะ
เป็นยังไงกันบ้างคะทุกคน แพรหวังว่าบทความนี้จะช่วยเปิดมุมมองใหม่ๆ ให้กับทั้งเจ้าของธุรกิจและน้องๆ นักศึกษาที่กำลังมองหาเส้นทางอาชีพนะคะ การทำธุรกิจในยุคนี้ไม่ใช่แค่การทำงานหนัก แต่ต้องทำงานอย่างชาญฉลาด และการมี “ที่ปรึกษา” ก็เหมือนมีเข็มทิศนำทางที่แม่นยำ ส่วน “การฝึกงาน” ก็คือโอกาสทองที่จะช่วยปูทางสู่อนาคตที่สดใสค่ะ ทั้งสองสิ่งนี้คือการลงทุนที่คุ้มค่าที่สุดในตัวเอง ที่จะทำให้เราเติบโตได้อย่างมั่นคงและยั่งยืน แพรอยากจะบอกว่าโลกนี้ยังมีอะไรให้เราเรียนรู้อีกเยอะเลยค่ะ อย่าหยุดที่จะพัฒนาตัวเองนะคะ!
เคล็ดลับดีๆ ที่คุณควรรู้
1. การเลือกที่ปรึกษาธุรกิจที่ดี ควรพิจารณาจากประสบการณ์ตรงในอุตสาหกรรมของคุณ มีผลงานที่จับต้องได้ และสามารถสื่อสารได้อย่างชัดเจนและรับฟังปัญหาของเราได้ดีค่ะ
2. สำหรับ SME ในไทย การนำเทคโนโลยีและนวัตกรรมใหม่ๆ มาใช้ในการดำเนินธุรกิจ การพัฒนาทักษะแรงงาน และการขยายตลาดผ่านช่องทางออนไลน์ เป็นสิ่งสำคัญในการเพิ่มศักยภาพและรับมือกับการแข่งขันในปี 2568
3. การฝึกงานเป็นโอกาสทองในการเรียนรู้จากประสบการณ์จริง ฝึกฝนทักษะที่จำเป็น เช่น การทำงานเป็นทีม การสื่อสาร และการแก้ปัญหา ซึ่งเป็นสิ่งที่ตลาดแรงงานต้องการอย่างมาก
4. การสร้างเครือข่ายระหว่างการฝึกงานสำคัญไม่แพ้การเรียนรู้ เพราะอาจนำไปสู่โอกาสในการทำงานในอนาคต หรือการมีที่ปรึกษาดีๆ คอยแนะนำตลอดเส้นทางอาชีพ
5. การลงทุนในตัวเอง ไม่ว่าจะเป็นการเรียนรู้ภาษาใหม่ๆ การพัฒนาทักษะเพิ่มเติม หรือการดูแลสุขภาพจิตและกาย ล้วนเป็นการลงทุนที่ให้ผลตอบแทนมหาศาล และเป็นสินทรัพย์ที่มีค่าที่สุดที่จะติดตัวเราไปตลอดค่ะ
ประเด็นสำคัญที่ต้องจำ
การมีที่ปรึกษาธุรกิจเปรียบเสมือนการมีคู่คิดผู้เชี่ยวชาญ ที่ช่วยนำทางให้ธุรกิจก้าวข้ามอุปสรรคและค้นพบโอกาสใหม่ๆ ในขณะที่การฝึกงานคือประตูบานแรกที่เปิดสู่โลกของการทำงานจริง ช่วยให้คนรุ่นใหม่ได้สั่งสมประสบการณ์ สร้างทักษะ และปูทางสู่เส้นทางอาชีพที่มั่นคง การผสานพลังของที่ปรึกษาผู้เปี่ยมประสบการณ์กับคนรุ่นใหม่ที่เต็มไปด้วยความคิดสร้างสรรค์ จะเป็นกุญแจสำคัญในการสร้างธุรกิจที่แข็งแกร่งและยั่งยืน อย่าลืมว่าการลงทุนที่คุ้มค่าที่สุดคือการลงทุนในตัวเอง ไม่ว่าจะเป็นการแสวงหาความรู้จากผู้เชี่ยวชาญ หรือการลงมือทำจริงผ่านการฝึกงาน สิ่งเหล่านี้คือรากฐานที่มั่นคงสำหรับอนาคตที่สดใสของคุณค่ะ
คำถามที่พบบ่อย (FAQ) 📖
ถาม: ที่ปรึกษาด้านการบริหารธุรกิจช่วยให้ธุรกิจของเราเติบโตได้จริงหรือคะ แล้วเหมาะกับธุรกิจแบบไหน?
ตอบ: สวัสดีค่ะ! คำถามนี้เป็นสิ่งที่แพรได้ยินบ่อยมากๆ เลยค่ะ แพรเข้าใจเลยว่าหลายคนอาจจะยังไม่เห็นภาพว่าที่ปรึกษาฯ จะเข้ามาช่วยอะไรได้บ้าง จากประสบการณ์ตรงของแพรนะคะ ที่ปรึกษาด้านการบริหารธุรกิจนี่แหละค่ะคือคนที่จะเข้ามาเป็น ‘ตาที่สาม’ ที่มองเห็นในสิ่งที่เราอาจจะมองข้ามไป เพราะเรามักจะจมอยู่กับงานประจำวันจนไม่มีเวลาเงยหน้าขึ้นมามองภาพรวมใช่ไหมคะ ที่ปรึกษาที่ดีจะช่วยวิเคราะห์สถานการณ์ธุรกิจของเราอย่างรอบด้าน ไม่ว่าจะเป็นจุดแข็ง จุดอ่อน โอกาส หรือแม้แต่ภัยคุกคามต่างๆ ที่เราอาจจะยังไม่ทันรู้ตัวเลยค่ะ เขาจะช่วยวางกลยุทธ์ที่คมชัด ทำให้เราเห็นเส้นทางสู่เป้าหมายได้ชัดเจนขึ้น แถมยังช่วยแก้ปัญหาซับซ้อนที่เราติดขัดมานานได้ด้วยแนวทางใหม่ๆ ที่เราไม่เคยคิดถึงมาก่อนเลยค่ะ เหมือนมีคนมาช่วยจุดประกายไอเดียใหม่ๆ ให้เราตลอดเวลา ทำให้ธุรกิจของเราก้าวไปข้างหน้าได้เร็วกว่าเดิมเยอะเลยแล้วเหมาะกับธุรกิจแบบไหนน่ะเหรอคะ?
แพรบอกเลยว่าเหมาะกับทุกขนาดธุรกิจเลยค่ะ ตั้งแต่สตาร์ทอัพที่กำลังหาทางแจ้งเกิด, SMEs ที่ต้องการขยายตลาด, ไปจนถึงองค์กรใหญ่ที่อยากปรับโครงสร้างให้ทันสมัยและแข็งแกร่งขึ้นค่ะ ไม่ว่าคุณกำลังเจอทางตัน อยากจะเติบโตแบบก้าวกระโดด หรือแค่อยากมีคนมาช่วยคิดเพื่อสร้างความได้เปรียบในการแข่งขัน ที่ปรึกษาธุรกิจก็เป็นเหมือนเพื่อนร่วมทางที่สำคัญมากๆ เลยล่ะค่ะ
ถาม: การฝึกงานมันจำเป็นกับผู้ประกอบการหรือคนที่ทำธุรกิจอยู่แล้วด้วยเหรอคะ? นึกว่ามีแต่เด็กจบใหม่?
ตอบ: นี่เป็นอีกหนึ่งความเข้าใจผิดที่แพรอยากจะมาปรับทัศนคติใหม่เลยค่ะ! หลายคนมักจะคิดว่าการฝึกงานคือเรื่องของนักศึกษาหรือเด็กจบใหม่ที่กำลังหางานประจำเท่านั้นใช่ไหมคะ แต่แพรอยากจะบอกว่า ในฐานะผู้ประกอบการ หรือคนที่ทำธุรกิจมาแล้ว การ “ฝึกงาน” ในความหมายที่กว้างขึ้นนี่แหละค่ะ คือขุมทรัพย์แห่งประสบการณ์ที่ไม่มีในตำราเรียนเลยนะ ลองนึกภาพดูสิคะว่า ถ้าเราได้เข้าไปสัมผัสการทำงานจริงในธุรกิจที่แตกต่างออกไป หรือแม้แต่ในอุตสาหกรรมที่เราสนใจแต่ยังไม่มีความรู้มากพอ เราจะได้เรียนรู้กระบวนการทำงาน การจัดการปัญหา และวัฒนธรรมองค์กรของที่อื่น ซึ่งเป็นสิ่งที่หาซื้อไม่ได้เลยค่ะ แพรเคยมีโอกาสได้ไป “สังเกตการณ์” ในธุรกิจที่กำลังเติบโตอย่างรวดเร็ว ทำให้แพรได้เห็นมุมมองใหม่ๆ ในการบริหารทีมและการตลาดที่เอามาปรับใช้กับธุรกิจของตัวเองได้จริงนอกจากจะได้ความรู้ใหม่ๆ แล้ว ยังเป็นการสร้างเครือข่ายคอนเนกชันที่มีคุณค่ามากๆ ด้วยค่ะ เราจะได้เจอผู้คนหลากหลาย ทั้งผู้บริหาร พนักงาน หรือแม้แต่นักธุรกิจรุ่นใหม่ที่มีไฟ ทำให้เรามีโอกาสแลกเปลี่ยนไอเดียและสร้างพันธมิตรทางธุรกิจได้ในอนาคตด้วยนะคะ ไม่ว่าคุณจะอยู่ในช่วงเริ่มต้นธุรกิจ หรือกำลังมองหาวิธีต่อยอด การเปิดใจเรียนรู้จากการ “ลงมือทำ” ในรูปแบบของการฝึกงาน หรือการเข้าไปมีส่วนร่วมในโปรเจกต์ของผู้อื่น ถือเป็นทางลัดสู่การพัฒนาที่ไม่ควรมองข้ามเลยค่ะ
ถาม: จะเลือกที่ปรึกษาด้านการบริหารธุรกิจที่ดี หรือหาโอกาสฝึกงานที่ตอบโจทย์ธุรกิจของเราได้อย่างไรคะ?
ตอบ: เป็นคำถามที่สำคัญมากเลยค่ะ เพราะการเลือกคู่ค้าทางธุรกิจ หรือโอกาสในการเรียนรู้ที่ดี จะส่งผลต่อความสำเร็จของเรามากๆ เลย สำหรับการเลือกที่ปรึกษาด้านการบริหารธุรกิจนะคะ สิ่งแรกที่แพรจะพิจารณาเลยคือ “ความเชี่ยวชาญเฉพาะทาง” ค่ะ ลองดูว่าที่ปรึกษาคนนั้นๆ มีประสบการณ์หรือความสำเร็จในอุตสาหกรรมที่เราทำอยู่ไหม หรือมีผลงานที่น่าเชื่อถือที่เราสามารถตรวจสอบได้หรือเปล่า?
อย่าลืมคุยรายละเอียดเกี่ยวกับ “แนวทางการทำงาน” ของเขาด้วยนะคะ ว่าเข้ากับสไตล์และเป้าหมายของเราได้ดีแค่ไหน และที่สำคัญที่สุดคือ “เคมี” ที่ตรงกันค่ะ เพราะเราต้องทำงานร่วมกันระยะยาว การสื่อสารที่เข้าใจกันเป็นเรื่องจำเป็นมากๆ เลยค่ะ ลองนัดคุยเบื้องต้นหลายๆ คน แล้วเลือกคนที่เรารู้สึกว่า ‘ใช่’ จริงๆ ค่ะส่วนการหาโอกาสฝึกงานที่ตอบโจทย์นั้น แพรแนะนำว่าให้เริ่มต้นจากการ “กำหนดเป้าหมาย” ของตัวเองก่อนค่ะ ว่าเราอยากเรียนรู้อะไรเป็นพิเศษ หรืออยากได้ทักษะด้านไหนเพิ่มเติม พอเรารู้เป้าหมายที่ชัดเจนแล้ว การค้นหาก็จะง่ายขึ้นค่ะ ลองมองหาบริษัทหรือองค์กรที่เราชื่นชอบในวิธีการทำงาน หรือมีธุรกิจที่น่าสนใจใกล้เคียงกับสิ่งที่เราทำอยู่ หรืออยากจะทำดูนะคะ อย่ากลัวที่จะ “เข้าหา” ค่ะ ไม่ว่าจะเป็นการส่งอีเมลสอบถามโดยตรง หรือใช้เครือข่ายที่เรามีอยู่ให้เป็นประโยชน์ หรือแม้แต่การเข้าร่วมงานสัมมนาต่างๆ ก็อาจจะนำพาโอกาสดีๆ มาให้เราได้เหมือนกันค่ะ ที่สำคัญคือ ต้องแสดงให้เขาเห็นว่าเรามีความกระตือรือร้นและพร้อมที่จะเรียนรู้และนำประสบการณ์ที่ได้ไปปรับใช้จริงกับธุรกิจของเรานะคะ รับรองว่าโอกาสดีๆ จะวิ่งเข้ามาหาคุณแน่นอนค่ะ






