สวัสดีค่ะเพื่อนๆ นักธุรกิจและผู้ประกอบการทุกท่าน! ในยุคที่โลกหมุนเร็วและธุรกิจแข่งขันกันดุเดือดแบบนี้ การทำกำไรอย่างเดียวอาจไม่พอแล้วใช่ไหมคะ? ฉันสังเกตเห็นมานานแล้วว่าเทรนด์ใหม่ที่กำลังมาแรงและจะอยู่กับเราไปอีกนาน คือเรื่องของ “ความรับผิดชอบต่อสังคม” หรือที่เราเรียกกันติดปากว่า CSR และ ESG นั่นแหละค่ะ ไม่ใช่แค่สร้างภาพลักษณ์สวยๆ นะคะ แต่มันคือการสร้างคุณค่าที่ยั่งยืนให้กับองค์กรอย่างแท้จริง ซึ่งฉันเชื่อว่านี่คือหัวใจสำคัญที่จะทำให้ธุรกิจของเราเติบโตได้อย่างแข็งแกร่งในระยะยาวในฐานะที่เราเป็นนักธุรกิจ การมองข้ามเรื่องนี้ไปคงน่าเสียดายมากๆ เลยค่ะ เพราะจริงๆ แล้วมันคือโอกาสทองที่จะทำให้แบรนด์ของเราแตกต่าง สร้างความเชื่อมั่นจากลูกค้า คู่ค้า และนักลงทุนได้แบบยั่งยืน ที่ปรึกษาธุรกิจอย่างเราๆ นี่แหละค่ะที่มีบทบาทสำคัญมากๆ ในการช่วยนำทางธุรกิจให้เดินไปในทิศทางที่ถูกต้อง ไม่ใช่แค่เรื่องผลประกอบการ แต่รวมถึงการสร้างผลกระทบเชิงบวกให้กับสังคมและสิ่งแวดล้อมด้วย หลายคนอาจจะคิดว่าเรื่องนี้มันซับซ้อน ยุ่งยาก แต่จากประสบการณ์ที่ฉันได้คลุกคลีกับธุรกิจมามากมาย บอกได้เลยว่ามันไม่ได้ยากเกินความเข้าใจหรอกค่ะ ถ้าเรามีแนวทางที่ชัดเจนและมีที่ปรึกษาดีๆ คอยช่วย เชื่อไหมคะว่าเราสามารถเปลี่ยนความรับผิดชอบนี้ให้เป็นขุมพลังขับเคลื่อนธุรกิจไปสู่ความสำเร็จได้อย่างน่าทึ่งเลยทีเดียวอยากรู้แล้วใช่ไหมคะว่า “ที่ปรึกษาธุรกิจ” จะเข้ามามีส่วนช่วยสร้างความรับผิดชอบต่อสังคมได้อย่างไร และจะเปลี่ยนเป็นโอกาสให้ธุรกิจของคุณเติบโตได้จริงไหม มาร่วมหาคำตอบพร้อมกันในบทความนี้กันเลยค่ะ
CSR และ ESG ไม่ใช่แค่กระแส แต่คือขุมพลังขับเคลื่อนธุรกิจที่ยั่งยืน
ทำไม CSR และ ESG ถึงเป็นมากกว่าแค่คำพูดสวยหรู?
เพื่อนๆ รู้ไหมคะว่าหลายธุรกิจยังมองว่า CSR (Corporate Social Responsibility) และ ESG (Environmental, Social, and Governance) เป็นเรื่องที่ทำไปเพื่อสร้างภาพลักษณ์ หรือเป็นแค่ค่าใช้จ่ายที่ไม่ก่อให้เกิดรายได้โดยตรง แต่ในความเป็นจริงแล้ว จากประสบการณ์ที่ฉันได้ทำงานคลุกคลีกับหลากหลายองค์กรมาตลอดหลายปี ฉันพบว่าแนวคิดเหล่านี้ได้กลายเป็นหัวใจสำคัญที่กำหนดทิศทางความสำเร็จของธุรกิจในยุคปัจจุบันไปแล้วค่ะ ไม่ใช่แค่เรื่องของการบริจาคหรือทำกิจกรรมเพื่อสังคมเพียงอย่างเดียว แต่มันคือการผสานรวมเอาความรับผิดชอบเหล่านี้เข้ากับกลยุทธ์หลักในการดำเนินธุรกิจอย่างเป็นระบบ ตั้งแต่กระบวนการผลิต การบริหารจัดการพนักงาน ไปจนถึงการดูแลสิ่งแวดล้อมและธรรมาภิบาลที่ดี เชื่อไหมคะว่าการทำเช่นนี้ไม่ได้แค่ช่วยให้องค์กรดูดีในสายตาภายนอกเท่านั้น แต่มันยังส่งผลโดยตรงต่อประสิทธิภาพการดำเนินงาน การลดความเสี่ยง และที่สำคัญที่สุดคือการสร้างความผูกพันที่แข็งแกร่งกับทั้งลูกค้า พนักงาน และผู้มีส่วนได้ส่วนเสียทุกฝ่าย ลองนึกดูสิคะว่าในยุคที่ข้อมูลข่าวสารไหลเวียนรวดเร็วขนาดนี้ ผู้บริโภคไม่ได้สนใจแค่คุณภาพสินค้าและราคาอีกต่อไปแล้ว แต่พวกเขามองหาแบรนด์ที่มีคุณค่า มีความจริงใจ และใส่ใจในสิ่งที่สังคมและโลกกำลังเผชิญอยู่ด้วย
ผลลัพธ์ที่จับต้องได้จากการใส่ใจในเรื่องนี้
หลายคนอาจจะสงสัยว่าแล้วผลลัพธ์ที่จับต้องได้มันคืออะไรกันแน่? ฉันจะบอกให้ฟังจากที่ฉันเห็นมานะคะ ธุรกิจที่ให้ความสำคัญกับ CSR และ ESG มักจะมีการบริหารจัดการทรัพยากรที่มีประสิทธิภาพมากขึ้น เช่น การลดการใช้พลังงาน การจัดการของเสียที่ดีขึ้น ซึ่งทั้งหมดนี้แปลว่า “ต้นทุนลดลง” ชัดเจนเลยใช่ไหมคะ นอกจากนี้ พนักงานเองก็รู้สึกภูมิใจและมีส่วนร่วมกับองค์กรมากขึ้น ส่งผลให้ประสิทธิภาพการทำงานสูงขึ้น อัตราการลาออกลดลง ซึ่งช่วยลดต้นทุนในการสรรหาและฝึกอบรมพนักงานใหม่ได้มหาศาลเลยค่ะ ที่สำคัญที่สุดคือ การที่ธุรกิจมีชื่อเสียงที่ดีในเรื่องความรับผิดชอบต่อสังคม จะช่วยดึงดูดลูกค้าใหม่ๆ และสร้างความภักดีจากลูกค้าเก่าได้อย่างยั่งยืน เพราะในตลาดที่เต็มไปด้วยคู่แข่ง การที่แบรนด์ของเรายืนหยัดในคุณค่าที่เหนือกว่าใคร ย่อมเป็นแม่เหล็กดึงดูดชั้นดี ซึ่งทั้งหมดนี้ล้วนนำไปสู่การเติบโตของรายได้และผลกำไรในระยะยาวอย่างที่หลายคนคาดไม่ถึงเลยล่ะค่ะ
ที่ปรึกษาธุรกิจ: เข็มทิศนำทางสู่การปฏิบัติ CSR และ ESG อย่างแท้จริง
ทำไมต้องมีที่ปรึกษาในเส้นทาง CSR และ ESG?
ฉันเข้าใจดีค่ะว่าสำหรับเจ้าของธุรกิจหรือผู้บริหารหลายท่าน การเริ่มต้นหรือปรับปรุงเรื่อง CSR และ ESG อาจดูเป็นเรื่องใหญ่ที่ซับซ้อนและต้องใช้ทรัพยากรเยอะ จนไม่รู้จะเริ่มจากตรงไหนดี ยิ่งถ้าธุรกิจของเราไม่ได้มีขนาดใหญ่มาก หรือทีมงานมีจำกัด การจะศึกษาข้อมูล ทำความเข้าใจมาตรฐานต่างๆ และนำมาปรับใช้ให้เข้ากับบริบทขององค์กรเราเอง อาจไม่ใช่เรื่องง่ายเลยค่ะ นี่แหละค่ะคือเหตุผลว่าทำไมที่ปรึกษาธุรกิจถึงมีความสำคัญอย่างยิ่งในเรื่องนี้ จากประสบการณ์ตรงของฉัน ที่ปรึกษาที่มีความเชี่ยวชาญไม่ได้เป็นเพียงแค่ผู้ให้ข้อมูล แต่เราคือ “เพื่อนร่วมทาง” ที่จะช่วยวิเคราะห์สถานการณ์ปัจจุบันของธุรกิจคุณ ประเมินจุดแข็ง จุดอ่อน และระบุโอกาสในการพัฒนาด้านความรับผิดชอบต่อสังคมและสิ่งแวดล้อมโดยเฉพาะ ที่ปรึกษาจะช่วยคุณวางแผนกลยุทธ์ที่ชัดเจนและเป็นไปได้จริง รวมถึงให้คำแนะนำในการเลือกกิจกรรม CSR หรือแนวทาง ESG ที่สอดคล้องกับวิสัยทัศน์ พันธกิจ และทรัพยากรขององค์กรของคุณอย่างเหมาะสมที่สุด ที่สำคัญคือเราจะช่วยให้คุณเห็นภาพรวมทั้งหมดและขั้นตอนการดำเนินงานอย่างเป็นระบบ ทำให้คุณมั่นใจได้ว่าทุกก้าวที่คุณเดินไปนั้นจะนำไปสู่ผลลัพธ์ที่ดีที่สุดและยั่งยืน
ขั้นตอนที่ปรึกษาช่วยผสานรวม CSR และ ESG เข้ากับธุรกิจ
การผสานรวม CSR และ ESG เข้ากับธุรกิจอย่างมีประสิทธิภาพไม่ได้หมายถึงการทำโครงการเป็นครั้งคราวแล้วจบไป แต่มันคือการสร้างวัฒนธรรมองค์กรที่ใส่ใจในเรื่องเหล่านี้อย่างต่อเนื่องค่ะ ในฐานะที่ปรึกษา ฉันมักจะเริ่มต้นด้วยการ “ฟัง” เพื่อทำความเข้าใจธุรกิจของคุณอย่างลึกซึ้ง จากนั้นจึงเข้าสู่กระบวนการวิเคราะห์และประเมินผลกระทบที่ธุรกิจของคุณมีต่อสังคมและสิ่งแวดล้อม (Impact Assessment) พร้อมทั้งระบุประเด็นสำคัญที่เกี่ยวข้องกับ ESG ที่ธุรกิจของคุณควรให้ความสำคัญเป็นอันดับแรก หลังจากนั้น เราจะร่วมกันพัฒนานโยบายและเป้าหมายที่ชัดเจน สอดคล้องกับมาตรฐานสากลและบริบทของประเทศไทย เช่น การกำหนดเป้าหมายการลดการปล่อยก๊าซเรือนกระจก การส่งเสริมความหลากหลายในที่ทำงาน หรือการยกระดับธรรมาภิบาลองค์กรให้โปร่งใสยิ่งขึ้น นอกจากนี้ ที่ปรึกษายังช่วยออกแบบโปรแกรมหรือกิจกรรม CSR ที่สร้างสรรค์และตอบโจทย์ทั้งเป้าหมายทางธุรกิจและสังคม พร้อมทั้งวางระบบการติดตามและประเมินผลเพื่อให้มั่นใจว่าทุกกิจกรรมที่ทำไปนั้นเกิดผลลัพธ์จริง และสามารถนำมาสื่อสารกับผู้มีส่วนได้ส่วนเสียได้อย่างน่าเชื่อถือ ซึ่งทั้งหมดนี้จะช่วยให้ธุรกิจของคุณไม่เพียงแต่ทำตามเทรนด์ แต่ยังสร้างคุณค่าที่แท้จริงให้กับทุกฝ่ายอย่างยั่งยืนอีกด้วย
เปลี่ยนความท้าทายเป็นโอกาส: กลยุทธ์ CSR และ ESG ที่ปรึกษาช่วยคุณได้
มุมมองใหม่: CSR/ESG คือการสร้างนวัตกรรม
หลายครั้งที่ธุรกิจมองว่าการทำ CSR หรือ ESG เป็นเหมือนภาระ หรือเป็นเรื่องที่ต้อง “ยอมลงทุน” โดยที่อาจไม่ได้เห็นผลตอบแทนที่ชัดเจนในทันที แต่จากประสบการณ์ของฉัน ฉันอยากให้เพื่อนๆ ลองเปลี่ยนมุมมองดูค่ะว่า แท้จริงแล้วนี่คือโอกาสทองในการสร้างนวัตกรรมและพัฒนาโซลูชันใหม่ๆ ให้กับธุรกิจของเราเลยนะคะ ลองนึกภาพดูสิคะว่าเมื่อเราต้องคิดหาวิธีลดขยะในกระบวนการผลิต เราอาจจะได้ค้นพบวัสดุทางเลือกใหม่ๆ ที่ยั่งยืนกว่าและมีต้นทุนต่ำกว่าเดิมก็เป็นได้ หรือเมื่อเราต้องหาวิธีลดการใช้พลังงาน เราอาจจะได้นำเทคโนโลยีใหม่ๆ เข้ามาใช้ ซึ่งนอกจากจะช่วยลดค่าใช้จ่ายในระยะยาวแล้ว ยังช่วยเพิ่มประสิทธิภาพในการผลิตอีกด้วย ที่ปรึกษาธุรกิจอย่างพวกเรานี่แหละค่ะ ที่จะช่วยกระตุ้นให้คุณมองเห็น “ความท้าทาย” เหล่านี้เป็น “โจทย์วิจัย” ที่นำไปสู่การคิดค้นนวัตกรรม ซึ่งไม่ได้จำกัดอยู่แค่ผลิตภัณฑ์หรือบริการเท่านั้น แต่ยังรวมถึงกระบวนการทำงาน การบริหารจัดการサプライเชน และแม้กระทั่งรูปแบบธุรกิจใหม่ๆ ที่มีความเป็นมิตรต่อสิ่งแวดล้อมและสังคมมากขึ้น การทำเช่นนี้ไม่เพียงแต่ตอบโจทย์ CSR และ ESG เท่านั้น แต่ยังช่วยให้ธุรกิจของคุณโดดเด่นและสร้างความแตกต่างในตลาดได้อย่างน่าทึ่งอีกด้วย
พลิกวิกฤตสู่ความได้เปรียบด้วยแนวคิดความรับผิดชอบ
ในโลกธุรกิจที่เต็มไปด้วยความไม่แน่นอน ไม่ว่าจะเป็นวิกฤตเศรษฐกิจ การเปลี่ยนแปลงสภาพภูมิอากาศ หรือปัญหาทางสังคมต่างๆ ธุรกิจที่ขาดการเตรียมพร้อมในเรื่องความรับผิดชอบต่อสังคมและสิ่งแวดล้อม มักจะเปราะบางและได้รับผลกระทบอย่างหนักเมื่อเกิดวิกฤตขึ้น แต่ในทางกลับกัน ธุรกิจที่มีรากฐาน CSR และ ESG ที่แข็งแกร่ง มักจะมีความยืดหยุ่นและสามารถปรับตัวได้ดีกว่ามากค่ะ ฉันเคยเห็นหลายๆ เคสที่ธุรกิจสามารถพลิกวิกฤตให้กลายเป็นโอกาสได้ด้วยการยึดมั่นในหลักการเหล่านี้ เช่น ในช่วงที่เกิดปัญหาด้านสิ่งแวดล้อม ธุรกิจที่เคยลงทุนในการผลิตที่เป็นมิตรต่อสิ่งแวดล้อมมาตั้งแต่แรก ก็สามารถใช้จุดแข็งนี้ในการสื่อสารกับผู้บริโภคที่เริ่มหันมาสนใจสินค้าและบริการที่เป็นมิตรต่อโลกมากขึ้น ทำให้ยอดขายเติบโตสวนกระแสได้เลย ที่ปรึกษาของเราจะช่วยคุณประเมินความเสี่ยงที่อาจเกิดขึ้นจากปัจจัยด้านสิ่งแวดล้อม สังคม และธรรมาภิบาล (ESG Risks) และช่วยวางแผนเชิงรุกในการบริหารจัดการความเสี่ยงเหล่านั้น พร้อมทั้งดึงจุดแข็งด้านความรับผิดชอบของคุณออกมาใช้ให้เกิดประโยชน์สูงสุดในการสร้างความได้เปรียบทางการแข่งขันในช่วงเวลาที่ท้าทาย สิ่งเหล่านี้จะช่วยสร้างความเชื่อมั่นให้กับทั้งลูกค้า คู่ค้า และนักลงทุน ทำให้ธุรกิจของคุณไม่เพียงแค่ “รอด” แต่ยัง “เติบโต” ได้อย่างแข็งแกร่งในระยะยาว
วัดผลลัพธ์และสร้างมูลค่า: ทำอย่างไรให้ CSR และ ESG จับต้องได้
การกำหนดตัวชี้วัดที่ชัดเจนเพื่อการติดตามผล
หลังจากที่เราได้วางกลยุทธ์และดำเนินกิจกรรม CSR และ ESG ไปแล้ว สิ่งที่สำคัญไม่แพ้กันเลยก็คือการ “วัดผล” ค่ะ เพราะถ้าเราไม่สามารถวัดผลได้ เราก็จะไม่รู้ว่าสิ่งที่เราทำไปนั้นเกิดประโยชน์จริงหรือไม่ หรือต้องปรับปรุงตรงไหนให้ดีขึ้น ฉันสังเกตมาหลายครั้งแล้วว่าธุรกิจส่วนใหญ่มักจะติดอยู่ตรงนี้ คือทำกิจกรรมไปเยอะ แต่ไม่มีระบบการวัดผลที่ชัดเจน ทำให้ไม่สามารถนำเสนอคุณค่าที่แท้จริงของการลงทุนในเรื่องเหล่านี้ได้ ในฐานะที่ปรึกษา เราจะช่วยคุณกำหนดตัวชี้วัด (Key Performance Indicators หรือ KPIs) ที่เหมาะสมและสามารถวัดผลได้อย่างเป็นรูปธรรม ไม่ว่าจะเป็นตัวชี้วัดด้านสิ่งแวดล้อม เช่น ปริมาณการลดการปล่อยก๊าซคาร์บอนไดออกไซด์ ปริมาณขยะที่ลดลง หรือปริมาณน้ำที่ใช้ซ้ำ ตัวชี้วัดด้านสังคม เช่น ชั่วโมงการอบรมพนักงาน อัตราการเข้าถึงบริการของชุมชน หรือจำนวนเงินที่บริจาคเพื่อการกุศล และตัวชี้วัดด้านธรรมาภิบาล เช่น จำนวนการเข้าประชุมของคณะกรรมการ หรือนโยบายการต่อต้านคอร์รัปชัน การมี KPIs ที่ชัดเจนจะช่วยให้คุณสามารถติดตามความก้าวหน้า ประเมินประสิทธิภาพ และที่สำคัญที่สุดคือ สามารถสื่อสารผลลัพธ์เหล่านี้ออกไปสู่สาธารณะได้อย่างน่าเชื่อถือและเป็นมืออาชีพ
การสื่อสารคุณค่าและการสร้างความโปร่งใส
การวัดผลที่ดีจะไม่มีความหมายเลยถ้าเราไม่สามารถสื่อสารคุณค่าที่เราสร้างขึ้นได้อย่างมีประสิทธิภาพค่ะ การสื่อสารในที่นี้ไม่ได้หมายถึงการโฆษณาชวนเชื่อเพียงอย่างเดียว แต่หมายถึงการสร้าง “ความโปร่งใส” และ “ความน่าเชื่อถือ” ให้กับผู้มีส่วนได้ส่วนเสียทุกฝ่าย จากประสบการณ์ที่ฉันได้คลุกคลีกับการทำรายงานความยั่งยืนให้กับหลายองค์กร ฉันพบว่าการนำเสนอข้อมูลอย่างตรงไปตรงมา ชัดเจน และเป็นไปตามมาตรฐานสากล จะช่วยสร้างความเชื่อมั่นได้เป็นอย่างดี ที่ปรึกษาของเราจะช่วยคุณในการจัดทำรายงานความยั่งยืน (Sustainability Report) หรือรายงาน CSR ซึ่งเป็นเครื่องมือสำคัญในการสื่อสารผลลัพธ์และความก้าวหน้าของธุรกิจในด้าน ESG ให้กับนักลงทุน ลูกค้า พนักงาน และสาธารณชนได้รับทราบ นอกจากนี้ เรายังช่วยคุณในการเลือกช่องทางการสื่อสารที่เหมาะสม เช่น การเผยแพร่ข้อมูลผ่านเว็บไซต์ของบริษัท สื่อสังคมออนไลน์ หรือการเข้าร่วมเวทีเสวนาต่างๆ เพื่อให้เรื่องราวความรับผิดชอบของธุรกิจคุณไปถึงกลุ่มเป้าหมายได้อย่างมีประสิทธิภาพสูงสุด เชื่อไหมคะว่าการสื่อสารที่ดีและโปร่งใสนี้ จะช่วยเพิ่มมูลค่าให้กับแบรนด์ของคุณ ดึงดูดนักลงทุนที่ใส่ใจในประเด็น ESG และสร้างความผูกพันที่ยั่งยืนกับลูกค้าได้อย่างมหาศาลเลยล่ะค่ะ
| ด้าน | ความหมายและขอบเขต | ประโยชน์ต่อธุรกิจ (มุมมองที่ปรึกษา) |
|---|---|---|
| สิ่งแวดล้อม (Environmental) | การบริหารจัดการทรัพยากรธรรมชาติ การลดมลพิษ การจัดการของเสีย การใช้พลังงานหมุนเวียน | ลดต้นทุนการดำเนินงาน เพิ่มประสิทธิภาพการผลิต สร้างภาพลักษณ์แบรนด์ที่เป็นมิตรต่อสิ่งแวดล้อม ดึงดูดลูกค้าที่ใส่ใจสิ่งแวดล้อม |
| สังคม (Social) | การดูแลพนักงาน สิทธิมนุษยชน ความปลอดภัยในการทำงาน ความรับผิดชอบต่อชุมชนและสังคม | เพิ่มขวัญกำลังใจพนักงาน ลดอัตราการลาออก สร้างความผูกพันกับชุมชน ลดความเสี่ยงด้านชื่อเสียง ดึงดูดบุคลากรคุณภาพ |
| ธรรมาภิบาล (Governance) | ความโปร่งใส การต่อต้านคอร์รัปชัน โครงสร้างการบริหารจัดการ จริยธรรมทางธุรกิจ | ลดความเสี่ยงทางกฎหมายและชื่อเสียง เพิ่มความน่าเชื่อถือจากนักลงทุนและผู้มีส่วนได้ส่วนเสีย เพิ่มประสิทธิภาพการตัดสินใจทางธุรกิจ |
สร้างแบรนด์ที่แข็งแกร่งและเป็นที่จดจำด้วยหลักการความรับผิดชอบ
พลังของการสร้างเรื่องราวที่น่าเชื่อถือ
ในยุคที่ทุกอย่างดูจะเร่งรีบและเต็มไปด้วยข้อมูลท่วมท้น สิ่งหนึ่งที่ยังคงทรงพลังและสามารถสร้างความผูกพันได้อย่างลึกซึ้งคือ “เรื่องราว” ค่ะ โดยเฉพาะเรื่องราวที่มาจากความจริงใจและความรับผิดชอบขององค์กร จากประสบการณ์ที่ฉันได้ทำงานกับแบรนด์ต่างๆ ฉันเห็นมานักต่อนักแล้วว่า แบรนด์ที่สามารถเล่าเรื่องราวการเดินทางด้าน CSR และ ESG ของตัวเองได้อย่างน่าเชื่อถือและเข้าถึงใจ มักจะสามารถสร้างความแตกต่างและโดดเด่นเหนือคู่แข่งได้อย่างชัดเจน ผู้บริโภคในปัจจุบันไม่ได้มองหาแค่สินค้าหรือบริการที่ดีเยี่ยมเท่านั้น แต่พวกเขากำลังมองหา “คุณค่า” ที่แบรนด์นั้นๆ ยึดถือ และกำลังมองหา “ความเชื่อมโยง” กับสิ่งที่พวกเขาสนใจ ที่ปรึกษาของเราจะช่วยคุณค้นหาแก่นแท้ของความรับผิดชอบที่อยู่ใน DNA ของธุรกิจคุณ แล้วนำมาถักทอเป็นเรื่องราวที่น่าสนใจ ไม่ว่าจะเป็นเรื่องราวเบื้องหลังการผลิตที่คำนึงถึงสิ่งแวดล้อม การสนับสนุนเกษตรกรในท้องถิ่น หรือการส่งเสริมความเท่าเทียมในองค์กร การเล่าเรื่องราวเหล่านี้อย่างสม่ำเสมอและจริงใจ จะช่วยให้แบรนด์ของคุณไม่ได้เป็นเพียงแค่ชื่อสินค้า แต่กลายเป็นสัญลักษณ์ของความดีงามและคุณค่าที่ผู้คนต้องการสนับสนุน ซึ่งจะส่งผลให้แบรนด์ของคุณแข็งแกร่งและเป็นที่จดจำไปอีกนานแสนนานเลยค่ะ
สร้างความภักดีที่ยั่งยืนผ่านค่านิยมร่วม
ลองนึกภาพดูสิคะว่าถ้าลูกค้าของคุณไม่ได้แค่ซื้อสินค้าของคุณ แต่ยังรู้สึกว่าพวกเขาได้เป็นส่วนหนึ่งในการทำความดีไปพร้อมๆ กับคุณด้วย ความสัมพันธ์แบบนี้จะยั่งยืนแค่ไหน?
นี่คือพลังของการสร้างความภักดีที่เกิดจากค่านิยมร่วมกันค่ะ การที่ธุรกิจแสดงให้เห็นถึงความมุ่งมั่นในการรับผิดชอบต่อสังคมและสิ่งแวดล้อมอย่างแท้จริง จะช่วยดึงดูดลูกค้ากลุ่มที่ให้ความสำคัญกับเรื่องเหล่านี้ ซึ่งลูกค้ากลุ่มนี้มักจะเป็นผู้ที่ภักดีต่อแบรนด์และพร้อมที่จะสนับสนุนคุณในระยะยาว ที่ปรึกษาธุรกิจจะช่วยคุณระบุและสื่อสารค่านิยมหลักขององค์กรที่เกี่ยวข้องกับ CSR และ ESG ให้ชัดเจน เพื่อให้ลูกค้าสามารถเชื่อมโยงและรู้สึกเป็นส่วนหนึ่งกับแบรนด์ของคุณได้ง่ายขึ้น ไม่ว่าจะเป็นการร่วมรณรงค์แคมเปญสิ่งแวดล้อม การบริจาคเงินส่วนหนึ่งจากการขายเพื่อการกุศล หรือการสนับสนุนผลิตภัณฑ์จากชุมชนท้องถิ่น กิจกรรมเหล่านี้ไม่ได้เป็นเพียงแค่การทำบุญ แต่เป็นการลงทุนในการสร้างความสัมพันธ์ระยะยาวกับลูกค้า ซึ่งจะส่งผลให้แบรนด์ของคุณมีฐานลูกค้าที่แข็งแกร่งและมั่นคง ไม่หวั่นไหวต่อกระแสหรือคู่แข่งที่เข้ามาใหม่ๆ ได้ง่ายๆ เลยล่ะค่ะ
ดึงดูดนักลงทุนและบุคลากรคุณภาพด้วยแนวคิดธุรกิจที่ใส่ใจสังคม
การสร้างความได้เปรียบในการระดมทุน
ในโลกของการลงทุนปัจจุบัน นักลงทุนไม่ได้มองหาแค่ผลตอบแทนทางการเงินเพียงอย่างเดียวแล้วนะคะ แต่พวกเขากำลังมองหาธุรกิจที่มีอนาคตที่ยั่งยืน และมีความรับผิดชอบต่อสังคมและสิ่งแวดล้อมด้วยเช่นกัน สิ่งนี้สะท้อนให้เห็นถึงการเติบโตอย่างรวดเร็วของ “การลงทุนอย่างยั่งยืน” หรือ Sustainable Investing ค่ะ ฉันเห็นมาบ่อยครั้งแล้วว่าธุรกิจที่สามารถแสดงให้เห็นถึงความมุ่งมั่นในการดำเนินงานตามหลัก ESG อย่างชัดเจน มักจะมีความได้เปรียบอย่างมากในการดึงดูดเงินทุนจากนักลงทุนสถาบัน กองทุนเพื่อสังคม หรือแม้แต่นักลงทุนรายย่อยที่ต้องการให้เงินของพวกเขาสร้างผลกระทบเชิงบวก ที่ปรึกษาของเราจะช่วยคุณในการจัดเตรียมข้อมูลและเอกสารที่เกี่ยวข้องกับ ESG เพื่อนำเสนอต่อผู้ลงทุนได้อย่างมืออาชีพ ไม่ว่าจะเป็นรายงานความยั่งยืน ผลการประเมิน ESG จากองค์กรภายนอก หรือแผนงานด้านความรับผิดชอบต่อสังคมในอนาคต การมีข้อมูลเหล่านี้ที่ชัดเจนและน่าเชื่อถือ จะช่วยเพิ่มโอกาสในการระดมทุน ลดต้นทุนทางการเงิน และทำให้ธุรกิจของคุณโดดเด่นในสายตานักลงทุนที่มองการณ์ไกล เพราะพวกเขาเชื่อว่าธุรกิจที่ยั่งยืนคือธุรกิจที่จะอยู่รอดและเติบโตได้ในระยะยาว
magnet ดึงดูดคนเก่งให้อยากมาร่วมงาน
นอกจากนักลงทุนแล้ว อีกกลุ่มหนึ่งที่มีความสำคัญอย่างยิ่งต่อความสำเร็จของธุรกิจก็คือ “บุคลากรคุณภาพ” ค่ะ ในยุคสมัยนี้ คนรุ่นใหม่ไม่ได้มองหาแค่เงินเดือนที่สูงหรือตำแหน่งที่มั่นคงอีกต่อไปแล้ว แต่พวกเขากำลังมองหาองค์กรที่มี “เป้าหมาย” ที่ยิ่งใหญ่กว่าแค่การทำกำไร มองหาที่ที่พวกเขาสามารถเป็นส่วนหนึ่งของการสร้างการเปลี่ยนแปลงที่ดีให้กับสังคมได้ จากการพูดคุยกับคนรุ่นใหม่หลายๆ คน ฉันพบว่าพวกเขามีความกระตือรือร้นและต้องการทำงานในองค์กรที่มีความรับผิดชอบต่อสังคมและสิ่งแวดล้อมอย่างแท้จริง นี่จึงเป็นโอกาสทองที่ธุรกิจของคุณจะใช้หลักการ CSR และ ESG ในการดึงดูดและรักษาคนเก่งไว้กับองค์กร ที่ปรึกษาของเราจะช่วยคุณออกแบบและสื่อสารนโยบายและกิจกรรมที่แสดงออกถึงความรับผิดชอบขององค์กรต่อพนักงานและสังคม เช่น การมีสวัสดิการที่เป็นธรรม การส่งเสริมความหลากหลายและเท่าเทียม การสนับสนุนการพัฒนาศักยภาพพนักงาน หรือการเปิดโอกาสให้พนักงานมีส่วนร่วมในกิจกรรมเพื่อสังคม การทำเช่นนี้จะช่วยสร้างวัฒนธรรมองค์กรที่น่าอยู่ ดึงดูดผู้สมัครที่มีคุณภาพ และทำให้พนักงานปัจจุบันรู้สึกภาคภูมิใจที่ได้เป็นส่วนหนึ่งขององค์กร ซึ่งจะส่งผลให้ธุรกิจของคุณมีทีมงานที่แข็งแกร่งและเต็มไปด้วยพลังขับเคลื่อนที่ยั่งยืน
ก้าวล้ำนำหน้าคู่แข่ง: ความได้เปรียบระยะยาวจาก CSR และ ESG
สร้างความแตกต่างในตลาดที่แข่งขันสูง
ในตลาดที่มีการแข่งขันสูงในปัจจุบัน การที่จะโดดเด่นและแตกต่างจากคู่แข่งไม่ใช่เรื่องง่ายเลยค่ะ หลายธุรกิจพยายามแข่งขันกันที่ราคา คุณภาพ หรือการตลาดที่หวือหวา แต่สิ่งหนึ่งที่ฉันอยากจะชี้ให้เห็นคือ “ความรับผิดชอบต่อสังคมและสิ่งแวดล้อม” นี่แหละค่ะ ที่สามารถสร้างความแตกต่างที่ยั่งยืนและลอกเลียนแบบได้ยากมากๆ การที่ธุรกิจของคุณมีจุดยืนที่ชัดเจนในการทำสิ่งดีๆ เพื่อสังคมและโลกใบนี้ ไม่ใช่แค่การสร้างภาพลักษณ์ แต่เป็นการสร้าง “คุณค่า” ที่เหนือกว่าคู่แข่งอย่างแท้จริง ลูกค้า คู่ค้า และผู้มีส่วนได้ส่วนเสียจะมองเห็นถึงความจริงใจและความมุ่งมั่นของคุณ และจะเลือกสนับสนุนธุรกิจที่มีหลักการเหล่านี้ ที่ปรึกษาของเราจะช่วยคุณค้นหาและพัฒนา “จุดแข็งด้าน CSR และ ESG” ที่เป็นเอกลักษณ์ของธุรกิจคุณ และนำมาสื่อสารให้เกิดประโยชน์สูงสุดในการสร้างความได้เปรียบทางการแข่งขัน ไม่ว่าจะเป็นการนำเสนอผลิตภัณฑ์ที่เป็นมิตรต่อสิ่งแวดล้อม การมีกระบวนการผลิตที่โปร่งใส หรือการมีส่วนร่วมในการแก้ไขปัญหาสังคมอย่างจริงจัง ซึ่งทั้งหมดนี้จะช่วยให้ธุรกิจของคุณเป็นที่จดจำและเป็นตัวเลือกอันดับต้นๆ ในใจของผู้บริโภคที่ใส่ใจในเรื่องความรับผิดชอบ
การเตรียมพร้อมสำหรับอนาคตที่ยั่งยืน

โลกของเรากำลังเปลี่ยนแปลงไปอย่างรวดเร็วค่ะ ไม่ว่าจะเป็นเรื่องของกฎระเบียบ ข้อบังคับใหม่ๆ ที่เกี่ยวข้องกับสิ่งแวดล้อมและสังคม ความคาดหวังของผู้บริโภคที่สูงขึ้น หรือแม้แต่การเปลี่ยนแปลงสภาพภูมิอากาศที่ส่งผลกระทบโดยตรงต่อธุรกิจ การที่ธุรกิจของคุณให้ความสำคัญกับ CSR และ ESG ตั้งแต่วันนี้ จึงไม่ใช่แค่การทำตามเทรนด์ แต่คือการ “เตรียมพร้อม” สำหรับอนาคตที่กำลังจะมาถึงค่ะ ธุรกิจที่มองข้ามเรื่องเหล่านี้ไป อาจต้องเผชิญกับความเสี่ยงที่ไม่คาดฝันในอนาคต เช่น การถูกคว่ำบาตรจากผู้บริโภค การถูกปรับจากหน่วยงานภาครัฐ หรือการสูญเสียโอกาสทางธุรกิจใหม่ๆ ที่ปรึกษาของเราจะช่วยคุณประเมินแนวโน้มและโอกาสในอนาคตที่เกี่ยวข้องกับ CSR และ ESG และช่วยวางแผนเชิงกลยุทธ์เพื่อให้ธุรกิจของคุณสามารถปรับตัวและตอบสนองต่อการเปลี่ยนแปลงเหล่านั้นได้อย่างมีประสิทธิภาพ ไม่ว่าจะเป็นการลงทุนในเทคโนโลยีสีเขียว การพัฒนานวัตกรรมที่ยั่งยืน หรือการสร้างเครือข่ายกับพันธมิตรที่มีวิสัยทัศน์เดียวกัน การทำเช่นนี้ไม่เพียงแต่จะช่วยให้ธุรกิจของคุณอยู่รอดได้ในระยะยาวเท่านั้น แต่ยังช่วยให้คุณเป็นผู้นำในการสร้างการเปลี่ยนแปลงที่ดีให้กับโลกใบนี้ และเป็นส่วนหนึ่งในการขับเคลื่อนอนาคตที่ยั่งยืนไปด้วยกันค่ะ
글을마치며
เป็นยังไงกันบ้างคะเพื่อนๆ หวังว่าบทความนี้จะช่วยเปิดมุมมองใหม่ๆ เกี่ยวกับ CSR และ ESG ให้กับทุกคนนะคะ อย่างที่ฉันบอกเสมอว่าเรื่องพวกนี้ไม่ใช่แค่กระแสแฟชั่น แต่เป็นหัวใจสำคัญที่ช่วยขับเคลื่อนธุรกิจของเราให้เติบโตได้อย่างยั่งยืนในระยะยาว แถมยังช่วยสร้างคุณค่าและความแตกต่างให้กับแบรนด์ของเราในใจของผู้บริโภคยุคใหม่ที่ใส่ใจโลกและสังคมอีกด้วย
ฉันเองก็ดีใจมากๆ ที่ได้แบ่งปันประสบการณ์และข้อมูลดีๆ เหล่านี้ให้กับทุกคน ได้เห็นว่าการทำธุรกิจอย่างมีความรับผิดชอบมันสร้างผลลัพธ์ที่ดีได้จริง ทั้งกับตัวองค์กร สังคม และสิ่งแวดล้อม มาสร้างสรรค์ธุรกิจที่ “ไม่เพียงแค่รวย แต่ยังรวมไปถึงการทำความดี” ไปด้วยกันนะคะ!
알아두면 쓸โม 있는 정보
1. เริ่มต้นจากจุดเล็กๆ ที่ทำได้จริง: ไม่จำเป็นต้องเริ่มด้วยโครงการใหญ่โตเลยค่ะ ธุรกิจ SME สามารถเริ่มต้นจากการปรับปรุงกระบวนการเล็กๆ ในแต่ละวัน เช่น การลดใช้พลังงาน ลดปริมาณขยะ หรือการจัดการทรัพยากรให้มีประสิทธิภาพมากขึ้น ซึ่งสิ่งเหล่านี้ล้วนช่วยลดต้นทุนในระยะยาวและสร้างผลลัพธ์ที่เป็นรูปธรรมได้
2. มีส่วนร่วมกับพนักงาน: การปลูกฝังแนวคิด CSR และ ESG ให้กับพนักงานเป็นสิ่งสำคัญมากค่ะ ลองจัดกิจกรรมที่ให้พนักงานได้มีส่วนร่วม เช่น โครงการอาสาสมัคร หรือการเสนอไอเดียเพื่อสังคม สิ่งนี้จะช่วยสร้างความผูกพันและแรงบันดาลใจในการทำงาน ทำให้พวกเขารู้สึกเป็นส่วนหนึ่งของการสร้างการเปลี่ยนแปลงที่ดี
3. สื่อสารอย่างโปร่งใสและสม่ำเสมอ: การสื่อสารเรื่องราวความรับผิดชอบของธุรกิจคุณออกไปอย่างจริงใจและโปร่งใส จะช่วยสร้างความน่าเชื่อถือให้กับแบรนด์ ไม่ว่าจะเป็นการจัดทำรายงานความยั่งยืน หรือการแบ่งปันเรื่องราวผ่านช่องทางโซเชียลมีเดีย การเปิดเผยข้อมูลผลการดำเนินงานด้าน ESG อย่างต่อเนื่อง มีประโยชน์ต่อการตัดสินใจลงทุนและสร้างความเชื่อมั่นให้กับผู้มีส่วนได้เสีย
4. ศึกษามาตรฐานและกฎระเบียบที่เกี่ยวข้อง: ปัจจุบันมีกฎระเบียบและมาตรฐานด้าน ESG เกิดขึ้นมากมาย ทั้งในระดับประเทศและระดับสากล เช่น SET ESG Ratings ของตลาดหลักทรัพย์แห่งประเทศไทย หรือมาตรฐานการรายงานความยั่งยืน ESRS ของสหภาพยุโรป การทำความเข้าใจสิ่งเหล่านี้จะช่วยให้ธุรกิจของคุณเตรียมพร้อมรับมือกับการเปลี่ยนแปลงและสร้างความได้เปรียบทางการแข่งขันได้
5. มองหาพันธมิตรที่ใช่: การร่วมมือกับองค์กรอื่นที่มีวิสัยทัศน์คล้ายกัน ไม่ว่าจะเป็นองค์กรไม่แสวงหาผลกำไร หน่วยงานภาครัฐ หรือแม้แต่ธุรกิจอื่นๆ ในห่วงโซ่อุปทาน จะช่วยขยายผลกระทบของการทำ CSR และ ESG ให้กว้างขวางและยั่งยืนยิ่งขึ้น โดยเฉพาะธุรกิจที่อยู่ในห่วงโซ่อุปทานของบริษัทใหญ่ๆ ก็จำเป็นต้องให้ความสำคัญกับเรื่องนี้
중요 사항 정리
CSR และ ESG ไม่ใช่แค่ “กระแส” ที่ผ่านมาแล้วผ่านไป แต่เป็น “รากฐาน” สำคัญของการทำธุรกิจในยุคปัจจุบันและอนาคตที่ยั่งยืน การให้ความสำคัญกับสิ่งแวดล้อม สังคม และธรรมาภิบาล จะช่วยเพิ่มประสิทธิภาพ ลดความเสี่ยง ดึงดูดนักลงทุนและบุคลากรคุณภาพ รวมถึงสร้างความแตกต่างและมูลค่าเพิ่มให้กับแบรนด์ของคุณได้อย่างแท้จริงค่ะ การเริ่มต้นอาจดูท้าทาย แต่ผลลัพธ์ที่ได้นั้นคุ้มค่าเกินกว่าที่คิดแน่นอน!
คำถามที่พบบ่อย (FAQ) 📖
ถาม: หลายคนอาจจะมองว่า CSR กับ ESG เป็นเรื่องไกลตัว หรือเหมาะกับบริษัทใหญ่ๆ เท่านั้น ไม่ทราบว่าสำหรับธุรกิจขนาดเล็กและขนาดกลาง (SMEs) ในเมืองไทย เราจะเริ่มต้นเรื่องนี้ได้อย่างไรคะ แล้วมันจำเป็นจริงๆ ไหม?
ตอบ: สวัสดีค่ะเพื่อนๆ นักธุรกิจ! คำถามนี้โดนใจฉันมากค่ะ เพราะฉันเองก็ได้ยินคำถามนี้บ่อยมากจริงๆ ค่ะ และฉันเข้าใจดีเลยค่ะว่าทำไมหลายคนถึงคิดแบบนั้น เพราะภาพลักษณ์ของ CSR และ ESG มักจะถูกนำเสนอผ่านบริษัทใหญ่ๆ ที่มีงบประมาณมหาศาลใช่ไหมคะ?
แต่จากประสบการณ์ที่ฉันได้คลุกคลีกับธุรกิจ SMEs มาเยอะแยะมากมายในเมืองไทย ฉันอยากบอกเพื่อนๆ ทุกคนเลยค่ะว่า “ไม่จริงเลยค่ะ!” เรื่องความรับผิดชอบต่อสังคมและสิ่งแวดล้อมนี่แหละค่ะคือหัวใจสำคัญที่ SMEs อย่างเราๆ ก็ทำได้ แถมยังจำเป็นมากๆ ด้วยนะคะ!
เริ่มต้นไม่ยากเลยค่ะเพื่อนๆ ไม่ต้องไปคิดถึงโปรเจกต์ใหญ่โตอะไรเลยค่ะ ลองมองหาสิ่งใกล้ตัวในธุรกิจของเราก่อนเป็นอันดับแรกเลยค่ะ เช่น การลดปริมาณขยะในออฟฟิศ หรือในกระบวนการผลิตของเราให้เหลือน้อยที่สุด เท่าที่ทำได้ การใช้พลังงานอย่างประหยัดน้ำประปา ไฟฟ้า การเลือกใช้วัตถุดิบจากซัพพลายเออร์ที่ใส่ใจเรื่องสิ่งแวดล้อมและจริยธรรม หรือแม้แต่การดูแลพนักงานของเราให้มีคุณภาพชีวิตที่ดี มีค่าตอบแทนที่เป็นธรรม และมีสวัสดิการที่เหมาะสม นี่ก็ถือเป็นจุดเริ่มต้นที่ดีมากๆ แล้วนะคะ และที่สำคัญคือการเข้าไปมีส่วนร่วมเล็กๆ น้อยๆ กับชุมชนรอบข้างค่ะ เช่น การจ้างงานคนในท้องถิ่น การสนับสนุนสินค้าและบริการจากผู้ประกอบการในชุมชน หรือการบริจาคสิ่งของที่จำเป็นให้กับโรงเรียนหรือวัดใกล้ๆ แค่นี้ก็เป็นการแสดงออกถึงความรับผิดชอบต่อสังคมที่จับต้องได้แล้วค่ะถามว่าจำเป็นไหม?
ฉันกล้าพูดเลยค่ะว่า “จำเป็นมากๆ” ค่ะ เพราะในยุคนี้ ผู้บริโภคของเราไม่ได้มองแค่ราคาหรือคุณภาพสินค้าอย่างเดียวแล้วนะคะ เขาเริ่มหันมาสนใจแล้วค่ะว่าแบรนด์ที่เราเลือกซื้อนั้นมีแนวคิดหรือทำธุรกิจด้วยความรับผิดชอบมากน้อยแค่ไหน ยิ่งเศรษฐกิจในเมืองไทยตอนนี้ ผู้บริโภคฉลาดขึ้นเยอะค่ะ และพร้อมที่จะสนับสนุนธุรกิจที่มีหัวใจจริงๆ นอกจากนี้ การทำ CSR หรือ ESG ยังช่วยให้เราลดความเสี่ยงทางธุรกิจได้ด้วยนะคะ เช่น ลดความเสี่ยงจากการถูกต่อต้านจากชุมชน ลดความเสี่ยงด้านกฎหมาย หรือแม้แต่ช่วยดึงดูดคนเก่งๆ ที่มีแนวคิดเดียวกันเข้ามาทำงานกับเรา ซึ่งสิ่งเหล่านี้จะส่งผลดีต่อธุรกิจของเราในระยะยาวอย่างแน่นอนค่ะ เชื่อฉันเถอะค่ะ!
ถาม: ถ้าเราสนใจอยากจะทำ CSR หรือ ESG จริงจัง ที่ปรึกษาธุรกิจอย่างคุณจะเข้ามาช่วยเราได้ยังไงบ้างคะ มีขั้นตอนหรือบริการอะไรบ้างที่จะทำให้เราทำได้จริง ไม่ใช่แค่สร้างภาพ?
ตอบ: นี่แหละค่ะคือบทบาทที่ปรึกษาอย่างฉันและทีมงานจะเข้ามาเป็นส่วนสำคัญมากๆ ที่จะช่วยขับเคลื่อนธุรกิจของเพื่อนๆ ให้ก้าวไปข้างหน้าอย่างยั่งยืนและมีคุณค่าค่ะ เพราะฉันรู้ดีค่ะว่าหลายคนอาจจะอยากทำ แต่ไม่รู้จะเริ่มตรงไหน หรือทำไปแล้วกลัวว่าจะกลายเป็นแค่การสร้างภาพลักษณ์ ซึ่งนั่นคือสิ่งที่เราจะหลีกเลี่ยงให้ได้มากที่สุดค่ะขั้นตอนการทำงานของฉันจะเริ่มจากการ “ทำความเข้าใจธุรกิจ” ของเพื่อนๆ อย่างลึกซึ้งก่อนเลยค่ะ เราจะมานั่งคุยกันอย่างเป็นกันเองเหมือนเพื่อนสนิท ว่าธุรกิจของเพื่อนๆ เป็นอย่างไร มีจุดแข็ง จุดอ่อน ตรงไหนที่สามารถนำมาเชื่อมโยงกับเรื่อง CSR และ ESG ได้บ้าง หรือมีโอกาสอะไรที่เราจะสร้างผลกระทบเชิงบวกให้กับสังคมและสิ่งแวดล้อมได้บ้างค่ะ หลังจากนั้น เราจะช่วยกัน “ประเมินสถานการณ์ปัจจุบัน” ของธุรกิจเพื่อนๆ ว่าตอนนี้เราทำอะไรอยู่บ้าง และมีส่วนไหนที่สามารถพัฒนาให้ดีขึ้นได้บ้างค่ะจากข้อมูลทั้งหมดที่เราได้มา ฉันจะช่วยเพื่อนๆ “วางแผนกลยุทธ์ CSR/ESG” ที่เหมาะสมกับขนาดของธุรกิจ งบประมาณ และทรัพยากรที่เรามีอยู่ค่ะ แผนนี้จะต้องเป็นแผนที่ปฏิบัติได้จริง จับต้องได้ และมีเป้าหมายที่ชัดเจน ไม่ใช่แค่เป็นนามธรรมลอยๆ นะคะ เราจะช่วยออกแบบโครงการ กิจกรรม หรือแนวปฏิบัติ ที่สอดคล้องกับคุณค่าและเป้าหมายของธุรกิจเพื่อนๆ โดยเน้นการสร้างผลกระทบเชิงบวกที่ยั่งยืน และสามารถวัดผลได้จริงค่ะไม่ใช่แค่เรื่องวางแผนอย่างเดียวนะคะ ฉันและทีมงานยังจะ “ให้คำแนะนำและสนับสนุนในการลงมือทำ” ตลอดกระบวนการด้วยค่ะ ไม่ว่าจะเป็นการให้ความรู้กับพนักงาน การช่วยหาพาร์ทเนอร์ที่เหมาะสม การสื่อสารเรื่องราวดีๆ ที่ธุรกิจของเพื่อนๆ ได้ทำออกไปสู่สาธารณะอย่างน่าเชื่อถือและจริงใจ เพราะฉันเชื่อว่าเรื่องราวที่ดี ควรได้รับการบอกเล่าอย่างถูกต้องและเข้าถึงใจผู้คนค่ะ เราจะช่วยให้เพื่อนๆ มั่นใจได้ว่าทุกก้าวที่เราเดินไปนั้น จะเป็นการสร้างคุณค่าที่แท้จริง ไม่ใช่แค่เพื่อสร้างภาพแน่นอนค่ะ
ถาม: ฟังดูดีเลยค่ะ แต่ในมุมของธุรกิจจริงๆ แล้ว การลงทุนกับ CSR/ESG โดยมีที่ปรึกษามาช่วย มันจะให้ผลตอบแทนหรือประโยชน์อะไรกลับมาที่เราได้บ้างคะ นอกจากเรื่องภาพลักษณ์ที่ดีขึ้น มันช่วยเรื่องกำไรได้จริงหรือเปล่า?
ตอบ: สุดยอดคำถามเลยค่ะเพื่อนๆ! คำถามนี้แหละค่ะคือสิ่งที่นักธุรกิจทุกคนอยากรู้จริงๆ ว่าลงทุนไปแล้วมันคุ้มค่าไหม จะได้อะไรกลับมาบ้างใช่ไหมคะ ฉันเข้าใจดีเลยค่ะ เพราะสุดท้ายแล้ว ธุรกิจก็ต้องอยู่ได้ด้วยกำไรค่ะ!
และฉันขอบอกเลยค่ะว่า การลงทุนใน CSR/ESG โดยมีที่ปรึกษาดีๆ มาช่วยวางแผนและนำทางนั้น ไม่ได้ให้แค่ภาพลักษณ์ที่ดีขึ้นเท่านั้นค่ะ แต่มันคือ “การลงทุนที่ชาญฉลาด” ที่จะสร้างผลตอบแทนที่จับต้องได้และยั่งยืนให้กับธุรกิจของเพื่อนๆ อย่างแน่นอนค่ะจากประสบการณ์ของฉันที่ได้เห็นมาหลายต่อหลายธุรกิจในเมืองไทย การทำ CSR/ESG ที่จริงจังและถูกวิธี สามารถส่งผลต่อ “ยอดขายและกำไร” ได้อย่างน่าเหลือเชื่อเลยค่ะ เพราะอะไรน่ะเหรอคะ?
หนึ่งเลยคือ “การสร้างความภักดีของลูกค้า” ค่ะ! ผู้บริโภคในยุคนี้พร้อมที่จะจ่ายมากขึ้นเพื่อแบรนด์ที่มีความรับผิดชอบ เขารู้สึกดีที่ได้เป็นส่วนหนึ่งในการสนับสนุนธุรกิจที่ทำสิ่งดีๆ กลับคืนสู่สังคม ลองคิดดูสิคะ ถ้าลูกค้าผูกพันกับแบรนด์เรามากขึ้น เขาจะกลับมาซื้อซ้ำ บอกต่อปากต่อปาก และนั่นคือพลังที่ยิ่งใหญ่มากๆ ค่ะนอกจากนี้ การที่เราใส่ใจเรื่องเหล่านี้ยังช่วย “ดึงดูดและรักษาพนักงานเก่งๆ” เอาไว้กับเราได้ด้วยนะคะ เพราะคนรุ่นใหม่จำนวนมากไม่ได้มองแค่เรื่องเงินเดือนอย่างเดียวค่ะ พวกเขาอยากทำงานในองค์กรที่มีเป้าหมายและคุณค่าร่วมกัน ซึ่งจะช่วยลดอัตราการลาออก ประหยัดค่าใช้จ่ายในการสรรหาและฝึกอบรมพนักงานใหม่ได้มหาศาลเลยค่ะ และยังช่วยเพิ่มประสิทธิภาพในการทำงานโดยรวมอีกด้วยค่ะที่สำคัญอีกอย่างคือ “การลดต้นทุนและเพิ่มประสิทธิภาพ” ค่ะ!
ฟังดูแปลกใช่ไหมคะ? แต่มันเป็นจริงค่ะ เช่น การที่เราปรับกระบวนการผลิตให้เป็นมิตรต่อสิ่งแวดล้อม ลดการใช้พลังงาน ลดปริมาณของเสีย สิ่งเหล่านี้ล้วนนำไปสู่การประหยัดต้นทุนการผลิตในระยะยาวได้ทั้งนั้นค่ะ หรือแม้แต่การสร้างความสัมพันธ์ที่ดีกับชุมชนและภาครัฐ ก็ช่วยลดความเสี่ยงด้านกฎระเบียบและลดโอกาสที่จะเกิดปัญหาขัดแย้งในอนาคตได้อีกด้วยค่ะสุดท้ายแล้ว การที่เรามีสถานะเป็นธุรกิจที่มีความรับผิดชอบ ยังช่วย “เปิดโอกาสในการเข้าถึงแหล่งเงินทุน” ได้ง่ายขึ้นด้วยนะคะ เพราะนักลงทุนในปัจจุบันก็ให้ความสำคัญกับ ESG มากขึ้นเรื่อยๆ ทำให้เรามีโอกาสในการขอสินเชื่อหรือระดมทุนจากกองทุนที่เน้นการลงทุนอย่างยั่งยืนได้ง่ายขึ้นค่ะ ทั้งหมดที่กล่าวมานี้ ไม่ใช่แค่เรื่องสร้างภาพค่ะ แต่มันคือการสร้างมูลค่าเพิ่มให้กับธุรกิจในทุกมิติ ซึ่งจะส่งผลให้ธุรกิจของเราเติบโตอย่างแข็งแกร่งและยั่งยืน พร้อมกับสร้างกำไรที่มั่นคงได้ในระยะยาวจริงๆ ค่ะ ฉันเชื่ออย่างนั้นค่ะ!






